move

ฝึกวาจาไม่ให้เผลอ แบบพระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ

ryunosuke-koike-bonnou-reset-keikocho

ลองควบคุมตัวเองสักเล็กน้อยในโลกที่ตอนนี้มีอิสระเหลือล้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่หรือ

ในกุศลกรรมบท 10 หรือ ทางแห่งกรรมดี มีอยู่ 4 ข้อที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้คำพูด หรือวจีกรรม 4 ซึ่งพระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ พระชาวญี่ปุ่น ผู้เป็นที่รู้จักในการอธิบายหลักธรรมให้สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันของฆราวาสได้ ยกขึ้นมาเป็นหลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้น ที่พิเศษคือท่านถ่ายทอดออกมาเป็นการ์ตูนให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราจึงอยากนำมาฝากกัน

2
เมื่อโกหก พลังงานจากความโลภและพลังงานจากความกลัวว่าจะถูกจับได้ (ความกลัวก็เป็นความโกรธประเภทหนึ่ง) ที่อยู่ในตัวเราจะขยายขนาดขึ้นและสร้างความเสียหาย เนื่องจากความจริงและเรื่องโกหกตกค้างเหลืออยู่ในใจในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ระบบจัดการข้อมูลในใจรวน

ดังนั้น แม้จะเป็นการโกหกเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อสะสมไว้เป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้วงจารการสื่อสารข้อมูลของใจค่อยๆ ผิดปกติ พลังความจำ ความชัดเจน พลังในการตัดสินใจและอื่นๆ ถูกบั่นทอนลง

เมื่อโกหก สมองก็แย่ลง…

 

3

การพูดคำหยาบ คือ การพูดคำที่อาจทำให้คนอื่นเจ็บปวด แม้เนื้อหาที่พูดจะเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าสิ่งนั้นอาจจะสร้างรอยแผลให้กับคนอื่นก็ถือเป็น “การพูดคำหยาบ”

ขณะที่ตำหนิหรือพูดจาให้คนอื่นไม่พอใจ คววามโกรธที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นได้สะท้อนกลับมาที่ใจและฝังแน่นอยู่ตรงนั้น กล่าวคือแค่การพูดจาให้คนอื่นไม่พอใจหนึ่งครั้งก็ทำให้พลังงานกิเลสจากความโกรธขยายตัวและเกิดมลพิษขึ้นในใจ

ประเด็นสำคัญของ “การพูดคำหยาบ” ส่วนมากจะเป็นดังนี้

1.เวลาที่วิจารณ์จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาราวกับว่าตัวเองไม่มีจุดบกพร่องในเรื่องที่กำลังวิจารณ์อยู่

2.รักษาความภาคภูมิใจไว้ได้ว่า ตนเองเป็นมนุษย์ผู้สูงส่งกว่าฝ่ายตรงข้ามที่กำลังวิจารณ์ แต่…

3.ความจริงแล้วเป็นเพียงการพูดที่ส่งกลิ่นเหม็นอบอวลไปยังผู้ถูกวิจารณ์ และมีเพียงบรรยากาศ = รัศมีของความโกรธลอยละล่องอยู่ เป็นเพียงการทำลายความภาคภูมิของตัวเอง

4.ผลสุดท้าย ชักนำคนที่ไม่ดีที่ชื่นชอบความโกรธด้วยกันเข้ามา และทำให้หมู่คนดีถอยห่างออกไป

 

ทั้งๆ ที่ข้อ 3-4 เป็นเรื่องจริง แต่ส่วนมากมักจะลืม และมัวแต่กระโดดโลดเต้นอยู่กับข้อ 1-2 ซึ่งเป็นผลประโยชน์ผิวเผินในระยะสั้น ด้วยความที่มนุษย์เราชอบผลประโยชน์ระยะสั้น จึงทำให้การพูดคำหยาบเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกลงไปเรื่อยๆ

4

ในที่นี้หมายถึง “การพูดลับหลังในแง่ลบ” เป็นฉากอันแสนสกปรกที่เห็นได้ทุกที่ ทั้งในที่ทำงาน ในที่รับประทานอาหาร ในงานดื่มสังสรรค์ บนโลกอินเตอร์เน็ต เป็นการแผ่รังสีความเครียดด้วยการอภิปรายข้อเสียของคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เมื่อทำเช่นนี้ก็เป็นการขยายใจในแง่ลบที่ดูเหมือนจะดูถูกคนอื่นให้กันและกันฟัง

ลองคิดดูว่าเวลาที่พูดเรื่องลับหลังในแง่ลบ พลังงานแบบใดที่ทำให้เกิดผลสะท้อนกลับและเป็นรอยเปื้อนติดอยู่ในใจของพวกเรา

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากใจได้จัดเก็บข้อมูลที่มีต่ออีกฝ่ายที่แม้จะเป็นคนเดียวกันแต่เนื้อหาขัดแย้งกันว่า “เวลาที่อยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายก็ขายคำเยินยอ แต่เวลาที่ฝ่ายนั้นไม่อยู่ก็นินทา” ทำให้การส่งผ่านข้อมูลของใจสับสนเช่นเดียวกับการโกหก จึงเกิดการสะสมพลังงานกิเลสจากความหลงซึ่งทำให้กลายเป็นคนโง่

วงสนทนาในแง่ลบที่มืดมนน่าสมเพชเช่นนี้เราควรปลีกตัวออกมาให้พ้นและไม่เข้าร่วมด้วยโดยเด็ดขาด

5
การพูดมาก คือการพูดต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภและไม่ใช่สิ่งที่สวยงาม นอกจากนี้ยังกระตุ้นพลังงานกิเลสจากความโลภว่า “ฟังเรื่องที่ฉันพูดสิ” และสร้างความเสียหายให้ตนเองด้วย

คนที่เป็นผู้ใหญ่ (ไม่ได้หมายถึงคนที่โตเพราะอายุ แต่หมายถึงคนที่มีวุฒิภาวะ) จะพูดเพราะเป็นเรื่องจริงและละเว้นการพูดเรื่องไร้สาระเรื่องโน้นเรื่องนี้ สิ่งนี้เป็นการสร้างกิริยามารยาท พฤติกรรมที่ภูมิฐาน

และเนื่องจากควบคุมพลังงานที่ชื่อว่าโลภได้ พิษในใจก็ลดน้อยลง

 

ข้อมูลจาก ฝึกให้ไม่เผลอ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ธรรมะ

 

comments

0 Comments
Share

bscmplx

หนึ่งในทีมงาน maSCOOPS