move

ปองวุฒิ รุจิระชาคร : อยากเป็นนักเขียน อย่ามัวจมอยู่กับอคติและความคิดไร้สาระ

pongwut-rujirachakorn
  • นักเขียนอาชีพน่าจะหมายถึงคนที่เขียนหนังสืออย่างเอาจริงเอาจังทุ่มเทกับงานสายนี้ตลอด ได้ตีพิมพ์ก็เขียน ไม่ผ่านก็เขียน เข้ารอบก็เขียน ตกรอบก็เขียน ทั้งยังค่อนข้างลงลึก ให้เวลา พยายามพัฒนาทักษะความสามารถกับงานที่ตัวเองทำอยู่ไม่ว่าหนังสือนั้นจะเป็นแบบไหนก็ตาม
  • คำว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์น่ะมันเป็นคำในลักษณะแบ่งแยก ก็แค่ถ้อยคำที่ถูกสร้างขึ้นมันดูเหมือนเป็นการแบ่งสาย เช่น กลุ่มงานประเภทหนึ่งเรียกตัวเองว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ฟังดูอลังการดูมีคุณค่ามากกว่า โดยจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตามว่าสิ่งที่ใช้เรียกนั้นมันเหมือนไปข่มงานแบบอื่น
  • วงการหนังสือไม่สามัคคีกันหรอก ไปคนละทิศคนละทางเลยเห็นๆ กันอยู่ ต่างคนก็ต่างบ่นกันไป ต่างคนต่างมองงานรูปแบบอื่นด้วยสายตาของตัวเอง ไอ้บางคนก็เอาหนังสือมาเป็นเพียงนามบัตรเพื่อหาโอกาสไปหารายได้อื่นๆ เพิ่มความน่าเชื่อถือเท่านั้น

แวดวงนักอ่านนักเขียนเมืองไทย ไม่มีใครไม่รู้จักนักเขียนหนุ่มที่มีผลงานตลอดอายุการเขียนสิบกว่าปีเกือบร้อยเล่ม อย่าง ปองวุฒิ รุจิระชาครเจ้าของผลงานขายดีหลายเล่ม รวมถึงดีกรีรางวัลการันตีจากเวทีประกวดวรรณกรรมมากมาย ทั่วฟ้าเมืองไทย คนที่ใครหลายคนลงความเห็นร่วมกันว่าสามารถเรียกเป็น “นักเขียนอาชีพ”  กับบทสัมภาษณ์ที่รวมหลากเรื่องทัศนะ กับลีลาการตอบคำถามที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์มา ทั้งเรื่อง การเขียนกับอาชีพพนักงานประจำ, วรรณกรรมสร้างสรรค์และวรรณกรรมขยะ, หนังสือนามบัตรสู่การเปิดคอร์ส, และอีกหลากเรื่อง

เปิดใจกว้างๆ แล้วฟัง


>เราเรียกคุณว่า “นักเขียนอาชีพ” ได้ไหม

น่าจะเรียกได้นะ เพราะผมเองทำมาหากินกับอาชีพนี้ เลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นนักเขียนเต็มๆ ทำมาสิบกว่าปี นับจำนวนเล่มอย่างเป็นทางการปัจจุบันก็น่าจะประมาณ 85 เล่มยิ่งหากนับรวมงานแนวทดลองที่ทำไว้แต่ยังไม่ได้ส่งตีพิมพ์ หรืองานที่ส่งประกวดแล้วก็มีบางส่วนที่เข้ารอบแต่ไม่ได้ตีพิมพ์เป็นเล่ม น่าจะเกินร้อยเล่มแล้วล่ะ ตรงนี้ผมว่าก็น่าจะเรียกนักเขียนมืออาชีพได้

ครั้งหนึ่งตอนผมอยู่ในกลุ่มพลเมืองเรื่องสั้นก็เคยมีคุยกันขำๆ ในวงเหล้าตอนเราเจอกัน ถึงจำนวนงานตลอดจนรูปแบบการทำงานของผม อย่างพี่เวียง (วชิระ บัวสนธ์) ยังพูดเล่นๆ ว่า ผมน่าจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่สามารถนับเป็นนักเขียนอาชีพ เออ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะส่วนใหญ่ในพลเมืองเขาเป็นคนทำนิตยสารกันอ่ะนะ (หัวเราะ)

>เส้นแบ่งระหว่าง “มือสมัครเล่น” กับ “มืออาชีพ” คืออะไร

พูดยากเนอะ ส่วนตัวผมมองว่านักเขียนอาชีพน่าจะหมายถึงคนที่เขียนหนังสืออย่างเอาจริงเอาจังทุ่มเทกับงานสายนี้ตลอด ได้ตีพิมพ์ก็เขียน ไม่ผ่านก็เขียน เข้ารอบก็เขียน ตกรอบก็เขียน ทั้งยังค่อนข้างลงลึก ให้เวลา พยายามพัฒนาทักษะความสามารถกับงานที่ตัวเองทำอยู่ไม่ว่าหนังสือนั้นจะเป็นแบบไหนก็ตาม

ในขณะที่นักเขียนไม่มืออาชีพหรือกลุ่มมือสมัครเล่นผมมองว่าจะเป็นประเภทมีแรงบันดาลใจออกมาชั่วครั้งชั่วคราว อาจจะเป็นนักเขียน มีหนังสือออกมาในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วสักพักก็ย้ายเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เรียกได้ว่า มาลองแตะดูแล้วก็ไป ไม่ได้เอาจริงเอาจังทุ่มทุกอย่างกับมันมากนักเหมือนกลุ่มแรก

 

>คำว่านักเขียนอาชีพ หมายถึงต้องไม่มีอาชีพ (ประจำ) อื่น?

ไม่เกี่ยวหรอก จะประกอบอาชีพอื่นด้วย หรือมีงานประจำก็ได้ เพียงแค่ต้องเอาจริงในสายการเขียนอย่างต่อเนื่อง อันนี้เป็นหลักการชี้วัดของผมนะ เช่น บางคนขอให้สิทธิพาดพิงหน่อยนะอย่าง พี่โอ๊ต (พงศกร จินดาวัฒนะ) ทำอาชีพเป็นหมอแต่มีหนังสือออกประจำ ก็น่าจะถือเป็นนักเขียนอาชีพได้เหมือนกัน หรืออีกหลายคนก็เป็นแบบนี้

 

>คุณคิดยังไง ที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากลาออกมาเขียนหนังสืออย่างเดียว

ไม่นานมานี้ผมไปอ่านสเตตัสของคนหนึ่งที่ว่า งานที่ทำอยู่ไม่อาจเดินไปด้วยกันกับสิ่งที่รักได้ ซึ่งก็คือการเขียน เลยคิดจะลาออกจากงานประจำ จริงๆ ถ้ามีใครจะลาออกจากงานมาเขียนหนังสืออย่างเดียวก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ถ้าถามผม ผมก็จะบอกว่ามันต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน เอาข้อเท็จจริงมากางดูว่าคุณจะทำไหวไหม สำเร็จหรือเปล่า คุณเขียนได้ขนาดไหน ศักยภาพการทำงาน ปัจจุบันสภาพตลาดหนังสือเป็นอย่างไร หนุนให้คุณหากินต่อได้ง่ายหรือยาก ขาขึ้นหรือขาลงอะไรอย่างไร แนวโน้มจะไปไม่รอดมันก็มีอยู่นะในสภาพยุคสื่อกำลังเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ หรือหากคุณคิดว่ามั่นใจว่าตัวเองอยู่กับงานสายนี้มาพอสมควรแล้วว่างานของคุณมีทางไปได้จริงๆ ก็น่าจะยอมทุ่มลุยกับมันผ่านการจัดสรรเวลาโดยยังไม่ต้องออกจากงานประจำดูก่อน เอาให้แน่ว่าจะเขียนงานได้ชัวร์ๆ มีงานออกมาแล้วมีแนวโน้มจะได้ตีพิมพ์หรือได้เงินล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน และต่อไปอีก 6 เดือนข้างหน้ามีเงินเข้ามาแน่ๆ มั่นใจขนาดนี้แล้วค่อยออกก็ยังไม่สายนี่ พูดง่ายๆ ว่าต้องรอบคอบนะ

อีกอย่างผมพูดตามประสาคนประกอบอาชีพนี้มาสิบกว่าปีนะ เห็นทั้งข้อดีข้อเสียบางทีคนทำงานประจำที่อยากลาออกเนี่ย อาจจะมีอาการหวังน้ำบ่อหน้า มองโลกในแง่ดีชวนฝันหน่อยว่า ถ้าเราลาออกมาเขียนอย่างเดียวต้องดีแน่ๆ เขียนได้เยอะชัวร์ ได้ทุ่มเท ได้ครุ่นคิดกับเรื่องที่จะเล่าทั้งวัน แต่พอถึงเวลาจริงๆ ผมเห็นมาหลายคนแล้วนะ กลายเป็นว่าที่คิดมาทั้งหมดมันไม่เป็นไปตามนั้น เวลาวันนึงมันผ่านไปเร็วมาก บางวันคุณอาจจะแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มีคนมากมายนั่งหน้าจอทุกวันแต่ตัวหนังสือไม่ไหลออกมา หรือเผลอเล่นเฟซบุ๊กทั้งวัน ไหนจะวันที่ขี้เกียจ ภาวะตรงนี้คุณเตรียมรับมือกับมันไหม ผ่านไปสิบวันแล้ว สิบห้าวันก็แล้ว สิ้นเดือนแล้วนะ ค่าใช้จ่ายต่างๆ มาจ่อคอรอขย้ำคุณ แต่เงินเดือนประจำไม่มีแล้ว คุณจะทำอย่างไร

ที่สุดแล้ว อย่างที่ผมบอกว่าเราต้องกลับมามองความเป็นจริง เอามาพิจารณา บางทีพวกสายศิลปินเนี่ยชอบเอาอารมณ์เป็นหลัก คิดได้ ฝันได้ ทำตามไอดอลได้ บางทีไอดอลบ้านรวยด้วยนะ แต่เราไม่ดูตัวเองเลยว่าเราไม่รวย แต่อย่าลืมว่าจินตนาการ ความเพ้อฝัน ความเป็นจริงต้องประสานไปด้วยกัน ไม่ใช่แบบเอ้ย! เต็มร้อย ลาออกดีกว่า เราทำได้ อย่างนั้นผมว่ามันเป็นความประมาท คุณอาจแค่ขี้เกียจ เบื่องาน หรือมีเหตุผลอื่นก็ได้ การที่คุณออกมาโดยที่ไม่ได้มีแผนอะไรมันคือหายนะ เราเอาความฝันที่ขาดการเตรียมตัวมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารไม่ได้

 

>สิ่งจำเป็นสำหรับการเป็นนักเขียนอาชีพที่หากินกับการเขียนหนังสือเป็นหลักคืออะไร

แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันหรอก คุณต้องทำการบ้านและเลือกเดินในแนวทางที่คุณคิดว่าเหมาะกับตัว คิดให้ดี คิดอย่างละเอียดเป็นสำคัญ แต่ถ้าเป็นแนวทางของผมก็ต้องมีหลายอย่างประกอบกัน หนึ่งคือต้องมีของ มีทักษะที่เหมาะสมในการทำงานด้านงานเขียน อันนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องประเมินตัวเอง นอกนั้นก็อาจต้องประกอบไปด้วยเครือข่ายของกลุ่มคนสร้างงานด้วยกันที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ มีช่องทางที่ชัดว่างานที่เราสร้างออกมานั้นจะถูกส่งไปตีพิมพ์ทางไหนได้บ้าง สำคัญที่สุดคือต้องมีความสามารถ มีทักษะที่ดี ต้องไวต่อการทำงานตามโจทย์หรือกระแสสังคมบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นคือทำงานได้เร็ว เร็วในที่นี้คือช่องทางที่เปิดไว้สำหรับทำงานตามความต้องการของคนจ้างหลากหลายแบบที่อาจมาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ได้ด้วย

ในวันที่คุณยังไม่มีชื่อคับวงการอะไร การจะบอกว่าจะไม่ทำงานอื่นใด ประเภทไหนเลยนอกจากที่ถนัดและอยากจะทำเท่านั้น แต่หากินรอดด้วยมันเป็นไปได้ยาก เผลอๆ คุณอาจต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญและปรับตัวให้เร็วเข้าไปด้วย ยิ่งหากมีความยืดหยุ่นในการเขียนงานแบบนู้นก็ได้แบบนี้ก็ได้ยิ่งดี อันนี้ผมพูดในเชิงอยู่รอดตามหลักความจริงนะ เราจะไม่มาอุดมคติหรือชวนฝันกัน มันต้องเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับงานจ้างเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ด้วยเพราะคนจ้างเขาคงไม่ได้ให้คุณเขียนอะไรมาก็ได้ที่คุณชอบเสมอไป มันอาจมีงานประเภทเขียนอาร์ตเวิร์ก เขียนคำโฆษณาบทความเฉพาะด้าน

ทั้งหมดมันพาคุณย้อนกลับไปตรงเรื่องทักษะ ความสามารถในตัวคุณนั่นแหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่า คุณมีศักยภาพมากพอจะเอาตัวรอดได้ไหม ซึ่งไอ้ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา เพราะสายศิลปินเกือบทุกคน เรามั่นใจกันทั้งนั้นแหละว่ามีทักษะมากเพียงพอ หรือบางคนก็ยึดมั่นถือมั่น ว่าจะไม่ยอมทำอะไรนอกเหนือไปจากแนวทางที่รักและศรัทธา ซึ่งมันก็มีทั้งคนที่ยึดถือไว้แล้วไปรอด แต่ไอ้ที่ไปไม่รอดมีมากกว่าหลายเท่า นอกเหนือจากที่ว่ามาทั้งหมดแล้วก็เห็นจะเป็นเรื่องของวินัยและความรับผิดชอบ ตรงนี้ไม่ต้องพูดอะไรกันมากมาย ทุกคนรู้ว่ามันสำคัญยังไง

 

>คุณมีทั้งผลงานที่ตีพิมพ์ผ่านกระบวนการสำนักพิมพ์ ผ่านเวทีประกวด ส่งไปตามหน้านิตยสาร หรือแม้กระทั่งพิมพ์เอง คุณแบ่งอย่างไร มีวิธีคิดเรื่องอย่างไรถึงรู้ว่าสิ่งใดควรไปช่องทางไหน

จะว่าไปแล้วมันก็ไม่เชิงมีวิธีแบ่งชัดเจนหรอก ผมตั้งต้นจากตัวเอง เอาไอเดียหรือความอยากนำมากกว่าในการเขียนอะไรขึ้นมารวบรวมพล็อต รวบรวมไอเดียข้อมูลที่จดเก็บไว้มากลั่นเป็นต้นฉบับก่อนแล้วค่อยคิดถึงที่ทางของมันว่าจะเอาไปลงตรงจุดไหน ส่วนมากไม่ว่าจะงานประกวดหรืองานหนังสือทั่วไปผมก็จะคิดแบบนี้แหละ มันจะมีไอเดียที่เราชอบอยู่ก่อน รู้สึกจี๊ดว่ามันดี มันอยากเขียน ทำให้เสร็จ แล้วก็ค่อยหาทางหาเวทีให้มัน

 

>เวลาประกวดวรรณกรรมคุณมีการเดาโจทย์ เดากรรมการไหม

ไอ้การเดาโจทย์เดากรรมการเนี่ยผมพูดตรงๆ เลยนะว่ามันต้องมีบ้าง และส่วนใหญ่ทุกคนก็ต้องทำกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ว่ากันจริงๆ มันก็คือการรู้จักคิดพิจารณาให้เหมาะก่อนทำอะไรลงไป มันเป็นหลักพื้นฐานการใช้ชีวิตอยู่แล้ว คุณจะขับรถออกจากบ้านคุณยังต้องเดาทางต้องคิดเลยว่าจะไปเส้นไหน ไม่ต้องพูดถึงการประกวดหรอก กระทั่งสายตลาดมันก็ต้องคิดผมมองว่าตลาดเป็นเรื่องของจิตวิทยา คุณเป็นนักเขียนคุณก็ต้องเข้าใจการตลาด เข้าใจโลกประมาณหนึ่ง เพราะผลิตภัณฑ์ที่คุณสร้างต้องอาศัยการสื่อสารออกไปให้คนอื่นรับสารซึ่งนั่นหมายความว่าคุณต้องเดาทางโลก เดาความเป็นไปของสังคมได้ต้องรู้บ้างว่าจะสื่อสารถึงคนแบบไหนถึงจะโดน

มันคือการฝึกสมองเหมือนกันนะ มันคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณไม่มีเลยคุณจะทำงานสื่อสารถึงผู้คนได้ยังไง กระนั้นอย่างไรก็ตาม ในขั้นแรกคุณต้องมีแก่นแท้ มีตัวตนของคุณเอง มีงานที่ดีก่อน ทั้งหมดนี้คือปัจจัยหลักมากกว่าการตีโจทย์ ถ้าเกิดตีโจทย์แล้วมันไม่โดนใจหรือคุณไม่อยากทำก็อย่าทำเลย โปรดทำเรื่องที่รู้สึกและเห็นเนื้อเห็นหนังมันมากๆ จากนั้นค่อยบวกวิธีคิดเรื่องที่ทางและการคาดเดาเข้าไปเสริมจะประกวด จะส่งสำนักพิมพ์ จะตีพิมพ์เองก็ไม่ต้องกังวล ของมันถูกทำการบ้านมาอย่างดีแล้วถึงเวลาที่ทางมันอาจตามมาเองก็ได้

 

>ในฐานะนักเขียนอาชีพที่ยืนอยู่บนสองสายที่คนแบ่งง่ายๆ ว่า “สายป๊อบ” และ “สายเข้มข้น” เคยมีคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่าจริงๆ แล้วปองวุฒิเป็นสายไหนกันแน่

          ผมเจอมาตลอดเลยนะ พวกคนชอบถามประมาณว่าปองวุฒิเป็นนักเขียนสายไหนกันแน่ ซึ่งส่วนหนึ่งผมก็จะคิดว่าทำไมคนไทยถึงชอบแบ่งแยกกันจัง การเมืองก็แบ่งฟาก นี่ทำงานยังต้องมาแบ่งอีกว่าต้องทำอย่างไหนอย่างเดียว คือเรามาสร้างกรอบขังตัวเองทำไมทั้งที่ คสช.มันก็ไม่ได้มาห้ามนี่หว่า (หัวเราะ) ผมเป็นคนมีเป้าหมายในสไตล์ของผมเอง มีความตั้งมั่นในแนวทางว่าผมไม่สนใจการแบ่งแยก เอาจริงๆ คือผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องเลือกทำเฉพาะทางใดทางเดียว ผมก็จะทำของผมแบบนี้แหละ ทำทุกอย่างที่เราสนใจ คือผมว่าคนที่มันทำได้ดีในหลายสายเนี่ย ถ้าเป็นหนังจีนหรือสตาร์วอร์ถ้าไม่เป็นพระเอกไปเลย อย่างน้อยก็ต้องได้เป็นตัวร้ายสูงสุดล่ะวะ ดีกว่าเป็นตัวประกอบนะ (หัวเราะ)

จริงๆ สุดท้ายหลักการของมันก็คือการทำงานให้ดี สนุก และก็ถึงสุดๆ ในทุกเรื่องที่เขียน ทำให้มันพีค ผมคิดแค่นี้ และผมก็ทำแบบนี้มาตลอด อย่างการใช้นามปากกาว่าปองวุฒิ ผมก็ใช้ปองวุฒิไปอย่างเดียวเลยมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีแบ่งว่าเขียนงานแนวนี้ต้องนามปากกานี้ พอไปเป็นอีกแนวต้องใช้อีกนามปากกา คือก็มีบางคนแนะว่าน่าจะใช้นามปากกาในพวกงานประเภทขายดีหรือป๊อบหน่อย มันจะได้ไม่กระทบภาพลักษณ์พวกงานสายรางวัลแต่ผมรู้สึกว่ามันมีเหตุผลอะไรที่คนประกอบอาชีพสุจริตต้องมาอายกับเรื่องทำนองนี้ด้วย มันไม่เข้าท่า ในเมื่อประเทศนี้ บ้านเมืองนี้ มีมิจฉาชีพมีคนสารเลวที่ควรอายเดินลอยหน้าลอยตาเต็มไปหมด มันยังไม่อายกันเลย แล้วเราจะมาอายกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ทำไม

ดังนั้นผมจึงต้องการเปิดเผยชัดเจนทุกงานว่านี่คืองานเรา เราภูมิใจกับมัน เพราะฉะนั้นผมว่าไม่ต้องเลือก อยากเขียนอะไรก็เขียนเลย เขียนแล้วจงเขียนให้ดีที่สุด เสร็จแล้วก็เปิดหน้ารับเสียงสะท้อน มัวแต่นั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราป๊อบหรือเข้มข้นกันแน่ก็ไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี

 

>คุณเคยพูดบนเวทีเสวนา “อ่านก่อนซีไรต์” ว่าไม่มีหรอกวรรณกรรมสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์ มันก็แค่วรรณกรรมหรืองานเขียนเท่านั้น วันนี้ยังเชื่ออย่างนั้นอยู่หรือเปล่า

แน่นอน นี่คือสิ่งที่ผมจะไม่เปลี่ยน ผมว่าทุกแนวมันก็มีดีของมันเอง คำว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์น่ะมันเป็นคำในลักษณะแบ่งแยก ก็แค่ถ้อยคำที่ถูกสร้างขึ้นมันดูเหมือนเป็นการแบ่งสาย เช่น กลุ่มงานประเภทหนึ่งเรียกตัวเองว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ฟังดูอลังการดูมีคุณค่ามากกว่า โดยจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตามว่าสิ่งที่ใช้เรียกนั้นมันเหมือนไปข่มงานแบบอื่นว่า เอ้ย! ของเรามันเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์นะ ในขณะที่งานในสายอื่นนอกเหนือจากที่พวกเราเกาะกุมอยู่มันดูไม่สร้างสรรค์ ขอไม่ก้าวล่วงแล้วกันว่าจะเรียกว่างานอะไร แต่เฉพาะงานของกลุ่มเราเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์นะ เห็นปัญหาไหม นี่ไง ตัวผมเองทำงานมาหลายแนวก็จะมีเพื่อนพ้องนักเขียนหลายกลุ่มหลายประเภท คนที่ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมสร้างสรรค์ตามแบบที่บ้านเราเรียกกันแล้วเขียนงานดีๆ อ่านสนุก ไปสุดในทางของตัวเอง หรือมีคุณค่าสาระ เขาเห็นการแบ่งแบบนี้ก็จะรู้สึกไม่ชอบใจ จนตั้งคำถามกลับมานะว่า เอ้า! ทำไม! (หัวเราะ) ทำไมงานของฉันไม่สร้างสรรค์เหรอ ผลงานฉันก็ต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาเหมือนกัน แต่ทำไมพวกคุณเรียกตัวเองว่าสร้างสรรค์ได้อย่างเดียว มันก็พิลึกดี

 

>คุณจะบอกว่าการที่สายเข้มข้นเรียกตัวเองแบบนั้นเหมือนยกหางตัวเอง?

อันนี้ถือว่าคุณพูดนะ ผมไม่ได้พูด (หัวเราะ) แต่มันก็มีส่วนจริง ผมว่ามันเป็นคำพูดทื่อๆ เหมือนกับการบอกว่าตัวเองดีกว่า มีคลาสกว่า สร้างสรรค์กว่า หรือเขาอาจเรียกตัวเองว่าเป็นคนทำหนังสือฮาร์ดคอร์ ตัวจริงกว่าซึ่งบางทีนักเขียนด้วยกันหรือคนอ่านทั่วไปเขาไม่รู้ไม่สนใจด้วยหรอกนะว่าชิ้นไหนเรียกวรรณกรรมสร้างสรรค์หรือกระทั่งวรรณกรรมขยะอย่างที่บางทีเราด่ากันเอง แล้วจริงๆ มันมีด้วยหรองานชิ้นไหนไม่ผ่านการสร้างสรรค์ ชิ้นไหนเป็นขยะ มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น หนังสือทุกเล่มมีคุณค่าในแบบของมันเอง อยู่ที่คนอ่านจะหยิบจับอะไรไปใช้ อ่านแล้วเจอสิ่งที่ตัวเองกำลังค้นหาอยู่ไหม จริงๆ แล้วไอ้แนวคิดเรื่องวรรณกรรมกลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ แต่อีกกลุ่มหนึ่งไม่เรียกแบบนั้นผมว่าเป็นแนวคิดที่เก่าและล้าสมัยไปสักหน่อยก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตการแบ่งแยกสิ่งต่างๆ จะน้อยลงหน่อยก็น่าจะดีนะ คือเลิกทำตัวเหมือนพวกเหยียดชนชาติ เหยียดสีผิวกันเสียที นี่ผมพูดให้เห็นภาพนะ เพราะพฤติกรรมมันไปทางนั้นจริงๆ (หัวเราะ)

 

>เหมือนคุณจะบอกว่าบางทีนักเขียนเอาเวลาไปใช้กับการคิดแบ่งแยกหรือทำอะไรทีไม่เกี่ยวกับงาน

          สมัยนี้นักเขียนมีเครื่องมือสื่อสารเป็นของตัวเองแล้ว บางครั้งยิ่งทำให้นักเขียนบางคน บางกลุ่มทำตัวใหญ่เกินกว่างานมากกว่าสมัยก่อน คุณลองสังเกตดูสิ มันจะมีเหมือนกันพวกวันๆ เล่นโซเชียล ตั้งสเตตัสดราม่า ถกเถียงในเรื่องที่ไม่มีสาระ แต่ผลงานในฐานะนักเขียนจริงๆ ไม่ได้ผลิตออกมา นี่ผมพูดต่อจากประเด็นที่แล้วที่ว่าเรากำหนดกะเกณฑ์และถือเอามาตรฐานความชอบความเชื่อส่วนตัวมาเป็นกฎเกณฑ์ให้คนอื่นเห็นและเรียกว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนงาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนนักเขียนหรือผู้สร้างสรรค์งานต้องทำงานกันก่อน แล้วเอางานเป็นหลัก จากนั้นค่อยมาดูกันอีกทีว่า เออ นี่งานดีอะไรแบบนี้ คนอ่านเขาก็ให้น้ำหนักของเขาเองโดยที่คนวงในไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ปัจจุบันคนออกหนังสือหลายคนก็เน้นสร้างตัวตนก่อน จับกลุ่ม เข้าวง แล้วกีดกันสิ่งที่ตนเองเห็นว่าไม่เข้ามาตรฐานของตนออกไป ภาพรวมทั้งวงการมันเลยเดินๆ ติดๆ ขัดๆ ไปต่อไม่ได้ และไม่ใช่แต่กลุ่มแนวคิดเก่าๆ เท่านั้นนะที่ถนัดทำแบบนี้ ปัจจุบันเราเห็นอีกกลุ่มที่เป็นพวกคนหน้าใหม่ อยู่ดีๆ มาเปิดคอร์สสอนเขียนรวยเงินล้านนั่นนี่ ซึ่งพวกนี้ก็แปลกไปอีกแบบ เพราะแม้แต่เราที่อยู่ในสายการเขียนมานานยังเห็นแล้วคิดว่าใครวะ ไม่รู้ว่ามีผลงานเล่มไหนด้วยซ้ำ แต่เปิดคอร์สเก็บเงินแพงมาก นี่ก็เป็นอีกกลุ่มที่เป็นปัญหาเอาเปลือกมานำเพื่อการเติบโตมากเกินไป

 

>ดูเหมือนพอมองดูให้ดี ไม่ว่ากลุ่มไหน สายไหนก็มีปัญหาทั้งนั้นมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่เคยคุยกันจริงๆ ไม่เคยมีการกระโดดข้ามจับมือไขว้กันไปมาของคนทำงานหลายรูปแบบแต่อยู่ได้ในหลังคาเดียวกัน มีเรื่องอะไรก็เน้นดราม่า เน้นสำบัดสำนวนหรือเอาวาทกรรมมายืดยาวมาพูดกัน แต่มีแต่น้ำนะ สาระเหตุผลไม่ค่อยมี คำที่บอกว่าคนไทยรักกันสามัคคีกันเนี่ยไม่จริงเลย จะจริงเฉพาะตอนเกิดวิกฤติใหญ่ๆ อย่างน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือลุ้นอะไรที่เป็นชาตินิยมอย่างฟุตบอลหรือนางสาวไทยเท่านั้น

ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วผมว่าคนไทยเราเนี่ยเป็นชาติที่โคตรอคติ ชอบทะเลาะ ชอบเหยียดกันเอง ไม่ต้องไปถึงภาพรวมวงการหนังสือก็ได้ เอาแค่ในกลุ่มวรรณกรรมไทยที่เรียกกันว่ากลุ่มสร้างสรรค์ก็ยังมีทะเลาะกันเยอะแยะ พอเข้ายุคแบ่งแยกการเมืองเข้ามาอีกยิ่งเอามาใช้ในการสร้างกำแพงให้ไม่พูด ไม่คุยกัน วงการหนังสือไม่สามัคคีกันหรอก ไปคนละทิศคนละทางเลยเห็นๆ กันอยู่ ต่างคนก็ต่างบ่นกันไป ต่างคนต่างมองงานรูปแบบอื่นด้วยสายตาของตัวเอง ไอ้บางคนก็เอาหนังสือมาเป็นเพียงนามบัตรเพื่อหาโอกาสไปหารายได้อื่นๆ เพิ่มความน่าเชื่อถือเท่านั้น

 

>เหมือนคุณมีอคติกับคนที่เข้ามาใช้หนังสือแทนนามบัตรสำหรับกรุยทางทำอย่างอื่น

เอ่อ… ไม่ถึงขนาดนั้นนะ ที่ผมพูดเพื่อยกตัวอย่างให้เห็นภาพพวกคนส่วนหนึ่งที่โฉบเข้ามาหากินด้วยเทคนิคใหม่ๆ แบบไม่เข้าท่า แต่พวกคนสอนเขียนหนังสือแบบดีมีประสิทธิภาพมันก็มี ถ้าเป็นตอนผมหนุ่มๆ อายุน้อยกว่านี้ก็คงมีคิดด่าเหมารวม เพราะตอนนั้นเราอาจจะสุดโต่งหรือคิดอะไรตื้นเขินนิดนึง นี่ผมด่าตัวเองเลยนะ ขณะที่ปัจจุบันผมมองแบบคนโตๆ ขึ้นมาหน่อย ถ้ามีคนถามว่าคิดยังไงกับคนที่มาเปิดคอร์สสอนเขียน เราก็จะเข้าใจตอบง่ายๆ ว่าเขาก็ต้องหากินไง (หัวเราะ) คือบางคนเขาก็มีผลงานมาจริง แต่ปัจจุบันเขาอาจจะเขียนไม่ได้เยอะหรือดีมากเท่าสมัยก่อน

แต่ในเมื่อเขาคิดว่า ด้วยทักษะและต้นทุนที่มีมันใช้ในการสอนคนอื่นได้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าเขาไม่ทำ ไม่เปิดคอร์ส ไม่ได้ไปเป็นวิทยากรบรรยายแล้วจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูกเมีย ในวัยนี้ผมว่าผมพอเข้าใจได้ แต่ขอให้เป็นไปในแบบสุจริตไม่หลอกลวงใคร เอาทักษะการเขียนและประสบการณ์ไปเล่า คนที่มาเรียนพอใจก็พอสอนดีสอนไม่ดีก็เถอะ ในเมื่อผู้เรียนพอใจก็โอเควินๆ ทั้งสองฝ่าย ผมคิดว่าผมไม่มีปัญหา เพียงแต่ที่ผมแอบด่าไปก่อนหน้านี้คือ มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่ออกแนวสร้างคอร์สชวนฝันไปในเชิงหลอกลวงหน่อยว่าเขียนแล้วมันต้องรวยง่ายๆ ทั้งที่ตัวมันเองก็ไม่ได้มีผลงานหรือเขียนอะไรสักเท่าไหร่เลย ส่วนคนที่เขาสุจริตและหากินอย่างถูกต้อง ผมโอเคกับเขานะ

 

>ตัวคุณเองตอนนี้ก็เริ่มพัฒนาจากนักเขียนที่ส่งเวทีประกวดกลายเป็นวิทยากร หรือแม้แต่เป็นกรรมการในหลายๆ เวทีด้วยซ้ำ ปองวุฒิปีกกล้าขาแข็งขนาดนั้นแล้ว?

เอ้า ก็ต้องทำได้สิ นี่พูดแบบมีเหตุมีผล ไม่ต้องหลงตัวเองนะ บางคนเด็กกว่าผมทำมาน้อยกว่าผมอีกยังเป็นได้เลย แล้วทำไมการที่คนที่มีงานระดับผมเป็นวิทยากรไม่ได้ ผมว่าถ้ามีใครมาตั้งคำถามแบบนี้กับผมแสดงว่าเขาอคติอยู่นะ แล้วติดเรื่องภาพลักษณ์มั้ง คือเปรียบเทียบง่ายๆ ผมจะดูเหมือนพวกดาราวัยรุ่น คือหน้าผมเด็กไง แต่ปัจจุบันผมอายุ 35 แล้วนะ คือคนอายุขนาดนี้จะทำหน้าที่พวกนี้มันไม่แปลก แล้วทั้งตัวงานทั้งความคิด ประสบการณ์ของผมก็น่าจะมากกว่าหลายคน

เอาเป็นว่าเช่นงานสายรางวัลผมเขียนมามากขนาดนี้ ได้รางวัลมาแทบทุกรายการแล้ว เหลือไม่ได้ซีไรต์อย่างเดียวยังไม่พออีกเหรอ (หัวเราะ) นี่ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการคิดแบบไม่เป็นเหตุเป็นผล หรือยึดติดเปลือกนะ เชื่อไหม สมมุติถ้าผมนามสกุลดังนะ เป็นทายาทคนนู้นคนนี้นะ คนไทยจะชอบชื่นชมกันง่ายๆ แม้ผลงานจะไม่ดีหรือไม่มีเยอะอย่างที่ผมทำ แต่พอเป็นคนธรรมดาแบบผมที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยตัวเองกลับไม่เชื่อใจไม่เชื่อมือ แล้วทำไมทีคนนั้นเป็นลูกของคนดังออกหนังสือมาเล่มเดียวก็เท่แล้ว เหมาะสมแล้ว เทิดทูนเหนือหัว ผมว่ามันประหลาดแฮะ

 

>ที่มีคนตั้งคำถามทำนองนี้ เพราะเขาอิจฉาคุณหรือเปล่า

จริงๆ ไอ้เรื่องจับผิดว่าคนนี้มันมาเลวกับเราเพราะอิจฉานี่ ผมเองก็รำคาญใจนะ ส่วนหนึ่งเพราะการประณามใครว่าขี้อิจฉา มันค่อนข้างจะดูตื้นเขินอยู่แล้ว แต่หลายครั้งมันก็เสือกเป็นจริงด้วยสิ เท่าที่ผมเจอมาในชีวิตนะบางคนอยู่ดีๆ มันบ้ามาทำชั่วใส่เราก็ไม่มีเหตุผลอื่นหรอก เพราะว่าผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรคนเหล่านั้นแล้วอยู่ดีๆ หาเรื่องมาด่าเรา มาอคติ  รู้ไหม ผมเคยโดนขนาดแค่แจ้งข่าวเรื่องหนังสือออกหรือได้รางวัลซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ก็เราได้จริงๆ และแจ้งข่าวให้แฟนหนังสือรู้หรือโฆษณาไง มันก็ต้องมีพวกมาค่อนขอดว่าอวด คือต้องด่ามันกลับนะว่าว่างงานมากเหรอไอ้คนพวกนี้ จะบอกว่าผมอวดน้อยแล้วนะ ไม่ค่อยอวดก็ยังโดน (หัวเราะ) นี่ถ้าเราตั้งใจอวดจริงๆ สงสัยคงอกแตกตาย อย่างที่ว่า ผมบอกแล้วว่าผมขี้เกียจพูด เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะมาป่าวประกาศอะไร

ผมว่าคนเขารู้กันน่ะว่าคนไทยขี้อิจฉา ขี้หมั่นไส้ ก็เห็นอยู่ว่ามันอคติประมาณว่าทำดีได้แต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ชาติอื่นเขามีแนวคิดแบบนี้ไหม ผมว่าประเทศไทยมีปัญหาตรงนี้ เราเป็นพวกไม่ยอมรับหรือพัฒนาให้คนต่อสู้ได้ด้วยตนเอง ชอบระบบอุปถัมภ์ให้ผู้ใหญ่มาโปรด เอาแต่ค่อนขอดแล้วเตะตัดขา มันถึงไม่ไปถึงไหน

 

>รู้สึกอย่างไร ถ้ามีคนบอกว่าคุณทำงานหลายแนวเดี๋ยวจะกลายเป็น “นักเขียนมือแตะ” คือทำงานแค่พอแตะมาตรฐานของงานในแต่ละประเภทให้ได้เงิน ได้ตีพิมพ์ ไม่ต้องดีเด่นเลิศเลอแต่ผ่านแน่ๆ จึงสามารถทำงานได้หลายประเภทและอยู่ได้โดยเอามือไปแตะเท่านั้น

คือผมไม่เคยได้ยินเลย จริงๆ ถ้าใครพูดกับคุณแบบนี้ ผมว่าคุณน่าจะเลิกคบมันไปนะ เป็นอะไรที่อคติและขยันคิดขยันหานิยามในเรื่องไม่เป็นสาระ นี่ไง คือหนึ่งในตัวอย่างของพวกคิดเรื่องไม่เข้าท่า อย่างผมงานออกมาเยอะ แต่ผมตั้งใจทำทุกชิ้น และที่เยอะเพราะผมเอาจริงเอาจังทุ่มกว่าคนส่วนใหญ่ไง ถึงผมเขียนหลายแนวเนี่ย แต่ผลงานของผมหลายชิ้นดีกว่าคนที่ทำเพียงสายเดียวด้วยซ้ำ ลองคิดง่ายๆ เป็นวิทยาศาสตร์และหลักเหตุผลเลยนะ มันจะได้เห็นภาพชัดๆ ไม่ต้องเข้าข้างตัวเอง ปริมาณบวกผลสัมฤทธิ์ของผมมันเท่าไหร่ สมมุติมีคนกล่าวหาว่า ผมมาเขียนเรื่องสายประกวด สมมุติบอกว่าผมแค่เอามือไปแตะสายประกวดวรรณกรรมสร้างสรรค์ แต่รางวัลผมได้สูงสุดหลายอันนะ “ประเทศเหนือจริง” นิยายของผมเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์นะ บางคนแตะอยู่สายนั้นอย่างเดียวยังไม่เคยไปถึงจุดที่ผมไปเลย (หัวเราะ) มันจะเรียกว่ามือแตะได้อย่างไร

ผมก็แค่ทำงานให้ไปสุดในทุกงานสุดความสามารถเท่านั้นเอง คือถ้าใครมาค่อนขอดคาดหวังว่าผมต้องทำงานสุดขีดชนะอันดับหนึ่ง เป็นตำนานในทุกสายถึงจะดี ไม่เรียกว่าแตะ ผมจะถามกลับว่าบ้าหรือเปล่านั่นหมายถึงถ้าเขียนนิยายรักผมก็ต้องชนะ ทมยันตี ว.วินิจฉัยกุล หรือกิ่งฉัตรเลยนะ หรืองานสายวรรณกรรมเข้มข้นผมก็ต้องชนะ ชาติ กอบจิตติ อะไรแบบนั้นหรือเปล่า ลองตริตรองคิดแบบคนมีสมองดูว่ามันเป็นไปได้เหรอ เอาง่ายๆ ผมถามกลับเลยว่าสมมุติคนเขียนนิยายรักอย่างเดียวไม่เขียนอย่างอื่น ปกติทุกคนเขียนชนะหรืออยู่ในระดับทมยันตีได้หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ บางคนทำอยู่นิดเดียวยังไม่มีดีเลย ดันว่างเอาเวลามาจับผิดคนอื่นอย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขียนงานหลายแนวหรือแนวเดียวแต่ไปไม่ถึงระดับพี่ๆ ผู้ใหญ่ทุกท่านที่กล่าวมาก็มือแตะทุกคนเลยสิ คือบางคนวัดกันแค่งานแนวเดียวยังทำไม่ได้หนึ่งในสิบที่ผมทำเลย ยังมีหน้ามาอคติ

 

>เหตุที่คุณถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือหมั่นไส้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากงานอย่าง “ประเทศเหนือจริง” ที่เข้ารอบสุดท้ายด้วยไหม

ไม่รู้สิ ต้องไปถามคนวิจารณ์นะว่าใช่ไหม แต่ยังไงก็ตามมันมีคนบางประเภทที่ใจแคบและไม่ยอมเปิดรับของแปลกปลอมที่ไม่รู้จักง่ายๆ อยู่  แต่ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เอาเป็นว่าผมยอมรับคำวิจารณ์ได้ในทุกรูปแบบ ไม่สามารถสั่นสะเทือนอะไรผมได้ทั้งนั้น อย่างประเทศเหนือจริงเรื่องนี้ก็มีคนวิจารณ์มากมาย ยังไงก็ตามผมมองว่ามันเป็นเรื่องดีนะ ด้วยมันไปโลดแล่นในเวทีซีไรต์ซึ่งได้รับความสนใจอยู่แล้วเลยทำให้คนที่สนใจรางวัลหันมาสนใจงานผมมากขึ้น ขยายกลุ่มคนอ่านออกไป ตรงนี้ยังทำให้แฟนหนังสือของผมที่ชื่นชอบอ่านงานบันเทิง นิยายรัก นิยายสยองขวัญ ได้มาลองเปิดหูเปิดตากับงานแนวนี้มากขึ้นอีกด้วย ผมโฆษณาผ่านช่องทางส่วนตัวต่างๆ เขาก็สนใจและหยิบจับหามาอ่านกัน ไม่ใช่แต่เพียงงานผมเล่มเดียว งานคนอื่นที่เข้ารอบมาด้วยกันก็ได้รับการพูดถึง หยิบอ่าน จับตา ตามไปด้วย นี่ไงถือเป็นเรื่องดีๆ ที่เราไม่ค่อยมองกัน มัวแต่ไปดราม่าไร้สาระ

 

>ก้าวต่อไปของปองวุฒิ

ก็… ผมจะพยายามเป็นนักเขียนที่ดี ทำงานที่น่าติดตามที่สุด มีชื่อ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็หลักการพื้นฐานเป็นสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้ว จริงๆ คือผมไม่ค่อยชอบเล่าแผนการในอนาคตนะ เพราะรู้สึกว่านักเขียนมันควรจะก้มหน้าก้มตาทำไม่ใช่เรียกร้องความสนใจจากใคร แต่ถ้าใครติดตามผมมาก็จะรู้ว่าผมมีอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อย เช่นตอนนี้มีนิยายการเงินออกมา ซึ่งนี่ไงตัวอย่างของการแอบทำมา 2-3 ปีแล้วแต่ไม่ได้บอกใคร อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ นี่ผมอวดน้อยแล้วนะ ถ้าอวดมากกว่านี้คงมีคนอกแตกตาย มันก็ไม่แน่สักวันผมอาจจะไปออกงานที่อเมริกาหรืออังกฤษก็ได้เพราะผมก็เคยเคยคุยงานกับ บ.ก. เมืองนอกอยู่ คนที่เป็นบ.ก.แฮร์รี่ พอตเตอร์ น่ะผมไปเจอเขาแล้วเอาต้นฉบับให้เขาดู ก็วิจารณ์ให้คอมเม้นต์กันอยู่ซึ่งอะไรพวกนี้ผมก็ไม่ได้บอกกับใคร ผมก็ทำๆไป เดี๋ยวผลงานมันก็ออกมาเองพอถึงเวลา เราทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นภาวะปกติดีกว่า มันถึงจะเป็นของจริง

 

สุดท้ายนี้คุณเป็นนักเขียนสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์

ผมเป็นนักเขียนสร้างสรรค์ในทุกๆ แนว (หัวเราะ) ในทุกชิ้นที่ผมเขียน สร้างสรรค์งานเขียนทุกชิ้นให้ดีที่สุด

comments

0 Comments
Share

อาทิตย์ ธรรมชาติ

บรรณาธิการหนุ่มแห่งแพรวสำนักพิมพ์ สนใจหนังสือ คน ชีวิต และการบิดขี้เกียจ มีศาสดาเป็น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ใฝ่ฝันอยากไปดูอาร์เซน่อลเตะสักครั้งที่อังกฤษ ครุ่นคิดและเพ้อเจ้อเป็นงานอดิเรก