maThink

O – Negative กว่าสองทศวรรษที่ผ่านไป จักรวาลของเด็กไทยไม่เคยใหญ่ขึ้นเลย

o-%e2%80%93-negative-%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2

วันอาทิตย์สีอะไร


นับแต่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่อง O – Negative รักออกแบบไม่ได้ ที่เคยออกฉายราวปี พ.ศ. 2541 จะถูกนำกลับมาทำใหม่ในรูปแบบละครออนโทรทัศน์ ผมเองก็เฝ้าติดตามมาตลอดว่า หนึ่งในหนังที่เคยประทับใจสมัยวัยรุ่น (มาก) เมื่อถูกนำกลับมาตีความทำใหม่ รูปร่างหน้าตา ตลอดจนความรู้สึกของตัวเองที่ได้ดูในพ.ศ.นี้ จะเป็นอย่างไร

 

ย้อนกลับไปในปีที่เวอร์ชั่นออริจินัลลงจอ ปีนั้นผมเองเรียนอยู่ชั้นม.ต้น โรงเรียนบ้านนอกชายขอบห่างไกลความเจริญ โรงภาพยนตร์ตอนนั้นก็เป็นแบบแสตนด์อะโลน ไม่มีหรอกไอ้ที่จะผนวกรวมความบันเทิงไว้ในที่เดียวกันแบบตอนนี้ ที่ใกล้ที่สุดต้องนั่งรถประจำทางสองประตูยี่สิบหน้าต่างสีส้มพัดลมเหล็กเข้าไปในตัวเมืองเท่านั้นถึงจะได้ดู ซึ่ง O – Negative เป็นเรื่องที่พวกเรา – กลุ่มเพื่อนผู้เขียน หมายมั่นปั้นมือว่าต้องไปดูให้ได้ ด้วยหลายๆ ปัจจัย หนึ่งคือมันเป็นหนังที่พูดถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่พวกเราไม่รู้จัก สอง ดาราแต่ละคนตอนนั้นเรียกได้ว่าระดับแม่เหล็ก และอีกหลายๆ เหตุผล

ผมยังจำความรู้สึกหลังดูจบได้เป็นอย่างดี ยังจำความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ดีกรีอาการอยากใช้ชีวิตอย่างเพื่อนเลือดกรุ๊ป O ในเรื่องนั้นพลุ่งพล่านระดับคว้าคอเพื่อนตัวเองมากอดแล้วจับรถไฟขึ้นไปเมืองกรุงเพื่อสอบเข้ามหา’ลัย เสียเดี๋ยวนั้น ภาพกลุ่มนักศึกษาสุดเก๋ คาแรกเตอร์โก้ๆ กับชีวิตชิคคูลตราตรึงผมมาก มิตรภาพ ความรัก การรับน้อง รุ่นพี่รุ่นน้อง วิถีชีวิต ดนตรี ศิลปะ ร้านเหล้า หนุ่มสาว ฯลฯ ทั้งหมดเป็นภาพที่ดึงดูดอย่างยิ่ง

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ผมไม่ต้องใช้ความพยายามไสร่างไปตามโรงภาพยนตร์เพื่อดูชมเรื่องที่อยากอีกต่อไป ไม่แม้กระทั่งนั่งเฝ้ารอเวลาฉาย อาศัยหาดูย้อนหลังเอาได้ง่ายๆ O – Negative รักออกแบบไม่ได้ ในเวอร์ชั่นที่ถูกนำกลับมาทำใหม่ ยังคงเป็นสื่อบันเทิงเรื่องเดิมเรื่องเดียวกันกับที่เคยได้ดูเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เปลี่ยนไปเพียงผู้เข้ามาสวมบทเป็นตัวละคร กับบริบทแวดล้อมเล็กน้อยเกี่ยวกับการสื่อสาร สถานที่ สภาพสังคม ทั้งเรื่องยังคงพูดถึงภาพกลุ่มนักศึกษาสุดเก๋ คาแรกเตอร์โก้ๆ กับชีวิตชิคคูลตราตรึง มิตรภาพ ความรัก การรับน้อง รุ่นพี่รุ่นน้อง วิถีชีวิต ดนตรี ศิลปะ ร้านเหล้า หนุ่มสาว ฯลฯ เหมือนเดิมทุกกระเบียด ไม่เปลี่ยน ไม่ต่าง ไม่แปลกใหม่ใดๆ จากที่เคยดู

 

เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่แค่นั้น

ที่พูดนี่ไม่ได้หมายถึงไม่ดีหรือตำหนิอะไร เข้าใจในศิลปะ ศิลปินย่อมสร้างสรรค์ผลงานขึ้นโดยยึดกรอบเดิมหรือตีกรอบประกอบสร้างใหม่ได้โดยอิสระตามใจ จากหนังมาเป็นละครก็เช่นกัน เขามีสิทธิ์สมบูรณ์ที่จะคงไว้หรือรื้อสร้างใหม่ได้โดยอิสระราบคาบไร้ข้อโต้แย้ง พูดอย่างเป็นธรรมก็คือ ละครที่เพิ่งจบลงไปถือเป็นสื่อบันเทิงที่เสพได้ยามว่างด้วยความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ผมชอบคาแรกเตอร์ อาร์ต ในแบบที่ เก้า – จิรายุ ละอองมณี เป็น เขาตีความและใส่บางอย่างลงไปในตัวละครตัวนี้ได้น่าสนใจมาก (แม้บางส่วนจะทำให้รู้สึกถึงบท ตุ๊กแก ในเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก ก็เถอะ เออ หรือจะเป็นความตั้งใจของเจ้าตัว ถ้าใครได้รู้ลึกถึงเบื้องหลังจะทราบเลยว่า O – Negative กับ ตุ๊กแกรักแป้งมาก มีความเกี่ยวพันกันในเชิงตลกร้ายอย่างยิ่ง) ส่วนตัวรู้สึกว่า อาร์ต เวอร์ชั่นนี้ดูมีมิติกว่ามนุษย์รักเพื่อน ใจร้อน วู่วาม ในแบบที่ เรย์ แมคโดนัลด์ เคยเป็น

ผมยังชื่นชมความเป็น ชมพู่ อันเปรียบเหมือนสุดยอดการแคสติ้งในตำนาน ทั้ง อ้น – ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ และ น้องก้อย – อรัชพร โภคินภากร เหมือนเป็นคนเดียวกัน ทั้งคู่แสดงได้ดีราวกับถอดกันมา บอกว่าเป็นพี่น้องกันก็เชื่อ แต่ในส่วนของ ปริม (อมิตา ทาทา ยัง – 2541 / วิโอเลต วอเทียร์ – 2559) ปืน (ชาคริต แย้มนาม – 2541 / ธนภพ ลีรัตนขจร – 2559) และ ฝุ่น (มนัสวีร์ กฤตตานุกูล – 2541 / สุภัสสรา ธนชาต – 2559) ผมกลับเฉยๆ ตัวละครทั้งสามตัวนี้สามารถเปลี่ยนชื่อจากเวอร์ชั่นเดิมเป็นชื่ออื่นได้เลยด้วยซ้ำ เพราะแทบไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันเลยนอกจากชื่อตัวละครที่เหมือนกัน ปริม ในแบบ ทาทา ดูแมน ห้าวกว่า ปริม ของน้องวี ที่ดูทรงสเน่ห์กว่าแต่ง้องแง้งพูดคนเดียวในลำคอมากกว่า หรือ ปืน ของชาคริตที่ดูเท่ แบด กรุ้มกริ่ม กับ ปืน ของ ต่อ ที่ดูทื่อ นิสัยเด็ก ขาดความอบอุ่น เรียกร้องความสนใจ ผิดที่ผิดทางเหมาะจะเป็นเด็กโก้ขับรถสปอตในรั้วมหา’ลัยเอกชนมากกว่า ส่วน ฝุ่น ในแบบน้องเก้าก็ไม่มีอะไรพูดถึงมากไปกว่าความเป็น “สไปรท์ ฮอร์โมน ที่โตขึ้นมาเรียนมหา’ลัย ในแบบงงๆ ว่าที่นี่ที่ไหนก็เท่านั้น

อย่างที่บอก O – Negative รักออกแบบไม่ได้ ยังคงเป็นสื่อบันเทิงเรื่องเดิมราวถอดกันมาไม่ได้น่าติดใจอะไร เหมือนละครรีเมคแบบไทยทั่วไปเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมสนใจที่สุดคือความรู้สึกของตัวเองหลังเสพเวอร์ชั่นเดิมเมื่อปี 2541 จบ กับความรู้สึกขณะเสพเวอร์ชั่นปัจจุบัน (2559-2560) มากกว่า จริงอยู่ว่า O – Negative ทั้งสองเวอร์ชั่นในส่วนโครงสร้างหลักยังคงเป็นเรื่องเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ตัวผมเองเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนกับตัวเองตอนนี้ 20 ปีให้หลังกลับมองมันด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลยสักนิดเดียว ตอนเด็กเคยตื่นเต้นกับการรับน้องที่ตัวเองยังไม่ถูกรับ แต่ตอนนี้กลับขยะแขยงกิจกรรมดังกล่าว เคยตื่นเต้นอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเปิดโลกค้นหาแสวงทางเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ตอนนี้กลับเฉยนิ่งปล่อยผ่านไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป ผละไปโฟกัสในดีเทลความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ผูกโยงเปลี่ยนเป็นเรื่องมากกว่า (ตามจริตงานที่ต้องทำ) ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อาจด้วยวันวัยที่โตขึ้น เรามีประสบการณ์ต่างๆ สะสมเป็นของตัวเองมากเข้า ทำให้เรื่องที่เคยตื่นเต้นไม่อาจคงความตื่นเต้นไว้ได้อีกต่อไป เข้าใจ เข้าใจ

 

แต่ในอาการมองต่างนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต่างจนแอบถอนใจ นั่นคือความรู้สึกที่ว่า เด็กกลุ่มเดิมเมื่อสิบกว่าปีก่อนกับเด็กวัยรุ่นแก๊งฮอร์โมนส์ (3 ใน 5 ใช่จริงๆ แม้ที่เหลือจะไม่ใช่ แต่เรียกได้ไม่ขัดเขินรูปากนัก) กลุ่มปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ความสนใจของวัยรุ่นไทยในห้วงเวลามหา’ลัยยังเป็นเรื่องเดียวกันแทบถอดถ่ายสู่กันจากแท่นเดียวกันอย่างแนบแน่น พวกเขายังคงสนใจแต่เรื่องตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับความรัก ทั้งในเชิงรักชู้สาวและเชิงสหายสัมพันธ์ กับการเรียน การสังสรรค์บันเทิง การบรรจุตัวเองเข้ารับกรอบสังคมราวไหลออกมาจากสายพานการผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางเรื่องที่เล่าอย่างการรับน้องอันเปี่ยมด้วยความรักของรุ่นพี่ (ที่เกิดก่อนกันด้วยจำนวนนับนิ้วมือข้างเดียวไม่เกิน) พร้อมอาการบ้าพลังในเชิงเผด็จการอำนาจนิยมเป็นสิ่งยอมรับได้ ยอมให้ใครต่อใครตะโกนใส่หน้าแล้วปลุกปลอบล้อมรักในนามตัวแทนแห่งความหวังดีได้โดยไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นบ้าบอและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ขนาดไหน

เหลือเชื่อว่าเวลาสองทศวรรษ ไม่ทำให้พฤติกรรม ความคิด ความสนใจของวัยรุ่นไทย (ที่สะท้อนผ่านละคร) หลุดทะลุจากเมื่อสองทศวรรษก่อนเพียงพอให้เล่าพฤติกรรมด้วยมุมมองแปลกใหม่ใดๆ เลยหรือ

 

บางคนอาจบอกว่า ก็ในเมื่อเล่าเรื่องโดยอิงจากบทดั้งเดิม สิ่งที่เล่าก็ต้องเป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อคราก่อนสิถึงจะถูก ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ในเมื่อสถานการณ์ จังหวะ เวลา องค์ประกอบอย่างการสื่อสาร (ยกตัวอย่างแอพลิเคชันไลน์) ล้วนเทียบอิงจากบริบทสังคมปัจจุบัน ฉะนั้น หากมีสิ่งใดที่เสริมเข้าเป็นส่วนประกอบให้ละครมีความเข้มข้น กลมกล่อม โดยมีข้อมูลอ้างอิงในสังคมปัจจุบันเป็นตัวรองรับ ไม่มีเหตุผลใดที่ทางผู้จัดจะไม่ทำ ก็ในเมื่อทำแล้วย่อมส่งผลให้เรื่องมีมิติ เข้ากับวิถีวัยรุ่นที่เห็นที่เป็นอยู่จริงตอนนี้มากขึ้น เขาทำแน่ ไม่อย่างนั้นเราคงยังได้เห็นภาพ ปืน เวอร์ชั่น น้องต่อ ยืนหยอดตู้โทรศัพท์โทรถามผลสอบเข้าศิลปากรเป็นแน่ถ้าเขาไม่สนใจความสมจริงของสังคมปัจจุบัน

ที่มันต้องเล่าเรื่องเดิมแบบเดิมก็เพราะวัยรุ่นไทยปัจจุบันยังสนใจเรื่องเดียวกันเหมือนเมื่อสองทศวรรษที่แล้วนั่นแหละคือคำตอบ เป็นวัยรุ่นที่ไหลจากสายพานการผลิตออกมาอย่างที่ว่า โดยมีจุดยึดใหญ่สุดคือเรื่องความสันพันธ์ส่วนตัวภายใต้รั้วจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เราจึงไม่มีทางได้เห็นการใส่พฤติกรรม เหตุการณ์ ความสนใจอื่นใดนอกเหนือไปจากที่กล่าวไปแล้วเลย

 

จะว่าไปตัวผมเองในวัยวันเดียวกันกับพวกเขาก็ใช้ชีวิตกินเรียนรักแบบเพื่อนกลุ่มนี้นี่แหละ แค่แปลกใจตรงที่ ไม่ว่าจะย้อนไปยี่สิบปีตอนออริจินัลออกฉาย หรือย้อนไปสิบกว่าปีตอนผมเองยังเรียนอยู่ มาเทียบกับเวอร์ชั่นปัจจุบัน

 

คนรุ่นใหม่อันเปรียบได้กับปัญญาชนอนาคตของชาติ แช่แข็งตัวเองไว้ได้อย่างแข็งแกร่งคงกระพันขนาดนี้เพราะอะไร…

 


เครดิตภาพ https://tv.line.me/onegative
GMM25Thailand

comments

0 Comments
Share

อาทิตย์ ธรรมชาติ

บรรณาธิการหนุ่มแห่งแพรวสำนักพิมพ์ สนใจหนังสือ คน ชีวิต และการบิดขี้เกียจ มีศาสดาเป็น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ใฝ่ฝันอยากไปดูอาร์เซน่อลเตะสักครั้งที่อังกฤษ ครุ่นคิดและเพ้อเจ้อเป็นงานอดิเรก