move

“ผมเขียนถ้อยคำเหล่านั้นจากสิ่งที่รู้สึก” จากผู้ชายที่ชื่อ “คิดมาก”

kidmakk

หลังจากที่ ‘คิดมาก’ นักเขียนในโลกออนไลน์ที่มีผู้ติดตามในทวิตเตอร์กว่าหนึ่งล้านคน และเพจเฟซบุ๊กอีกห้าแสนคน ได้ออกหนังสือเล่มล่าสุด โตขึ้นจึงรู้ว่า… ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม จนเกิดแฮชแท็ก #โตขึ้นจึงรู้ว่า ขึ้นในโลกทวิตเตอร์ และไม่ได้มีแฮชแท็กกันแค่วันสองวัน แต่ติดต่อกันยาวเป็นเดือนๆ!

ทางทีมงาน maSCOOPS ได้มีโอกาสพบคุณศร (คิดมาก) นักเขียน Bestseller จากสำนักพิมพ์ Springbooks จึงขอพูดคุยเกี่ยวกับตัวเขากันสักนิด และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงสงสัยว่าทำไมถึงต้อง “คิดมาก” แล้วถ้าคิดมากไปจะส่งผลดีกับตัวเองหรือ วันนี้คุณศรได้ให้สัมภาษณ์แบบไม่หมกเม็ด ตอบตรงเปรี้ยงทุกคำถามเลยทีเดียว

 

แนะนำตัวกับคนอ่าน maSCOOPS กันหน่อย

สวัสดีครับ ผมคิดมาก เป็นนักเขียน ณ โลกออนไลน์ ปัจจุบันมีเฟซบุ๊กเพจ คิดมาก มีผู้ติดตามห้าแสนคน และมีทวิตเตอร์ @kidmakk ผู้ติดตามจำนวนหนึ่งล้านสองแสนคนครับ

นอกจากนี้ ยังมีผลงานหนังสือออกมาแล้วเจ็ดเล่ม เป็นผลงานกับสำนักพิมพ์ Springbooks จำนวนห้าเล่ม คือ ไม่เอาน่ะอย่าคิดมาก, ถึงอย่างนั้นความรักก็ยังงดงาม, ไม่มีความเศร้าที่สูญเปล่าบนโลกใบนี้, เศร้าเสียให้พอแล้วพาชีวิตไปต่อนะ และเล่มล่าสุดโตขึ้นจึงรู้ว่า…

ใครสนใจก็ติดตามผลงานตามสังคมออนไลน์ รวมถึงหาหนังสือมาอ่านกันได้นะครับ

 

  • ทำไมถึงใช้ชื่อว่า ‘คิดมาก’

ผมคิดว่าการคิดมาก ไม่ได้หมายความว่า ต้องคิดลบ หรือคิดในด้านที่แย่เสมอไป แต่บางครั้งการคิดมากคือการคิดให้ถี่ถ้วน คิดให้รอบด้าน คิดมากกว่าแค่สิ่งที่ตาเห็น และที่นึกว่ารู้ เพราะถ้าเราคิดน้อย ตัดสินอะไรจากเพียงที่ตาเห็น หรือที่เรานึกว่าเป็นเท่านั้น เราเองก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ และมุมมองดีๆ ไปจากชีวิต โดยที่เราเองก็ไม่ทันจะรู้ตัว และผมเองก็เป็นคนแบบนั้น นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องคิดมาก ทำไมถึงคิดมาก

สิ่งสำคัญ คือ แม้เราเองจะเป็นคนคิดมากแล้ว แต่ก็ต้องพยายามควบคุมความคิดของเราให้ได้ด้วยนะครับ เพราะถ้าเราควบคุมความคิดของเราไม่ได้ การคิดมากก็อาจย้อนมาทำร้ายตัวเราเอง ดังนั้นแล้ว นอกจากคิดมาก ที่สำคัญคือต้องคิดให้เป็นด้วยนะครับ

 

  • จริงๆ เป็นคนคิดมากรึเปล่า

เป็นคนคิดมากครับ แต่คิดมากในด้านที่เป็นบวก เวลาที่ชีวิตเจออะไรลบๆ ก็จะคิดมากในมุมที่ต่างออกไป พยายามมองหาโอกาสในทุกวิกฤต หาความหวังในทุกๆ ความสิ้นหวัง หากำลังใจเวลาที่หมดกำลังใจ และหาบทเรียนในทุกความพ่ายแพ้ เพราะเชื่อว่า โลกนี้มีมุมมองมากมาย อยู่ที่ตัวของเราเองจะเลือกมองมุมไหน ให้เป็นพลังผลักดันชีวิตในการก้าวไป เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะผลักดันตัวเราจริงๆ ก็คือความคิดของเรา เราเป็นในสิ่งที่เราคิดเสมอ

เพราะถ้าลองคิดดูให้ดี เราจะพบว่า บางครั้งสิ่งที่แย่ที่สุด ไม่ได้เกิดขึ้นในความเป็นจริง แต่เกิดขึ้นในความคิดของเรา เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว คนเราชอบคิดในด้านลบไปก่อนเสมอ ทั้งที่ทุกๆ อย่างอาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดเลย

 

  • จำคำคมแรกที่แต่งในชีวิตได้ไหม คืออะไร แต่งขึ้นมาได้ยังไง

จำไม่ได้ครับ  5555  อาจเพราะตั้งแต่ตอนที่เริ่มต้นเขียน ไม่เคยคิดว่า สิ่งที่เขียนคือคำคม แต่เราเขียนเพราะอยากเขียน เขียนเพราะรู้สึกว่าอยากถ่ายทอดความรู้สึก ณ ขณะนั้นออกมา ก็เลยเขียนออกมา จะเรียกว่า การแต่งยังไม่ได้เลยครับ เพราะมันออกมาจากความรู้สึกของเราเองในขณะนั้นเลยจริงๆ ไม่ได้เกิดจากความคิดที่ว่า อยากเขียนอะไร แต่เขียนจากความรู้สึกตอนนั้นเลยครับ

 

  • ทำไมมาแต่งคำคม ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

จริงๆ ตอนแรกที่เริ่มต้นเขียน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคำคมเลยด้วยซ้ำนะครับ เพราะว่า คำคมมันต้องเป็นข้อความด้านบวก ให้กำลังใจในความคิดของเรา แต่ข้อความของผม มีทั้งมุมเศร้าๆ มุมเหงาๆ ไม่ได้มีแค่ข้อความด้านบวกให้กำลังใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  นั่นทำให้ตอนเริ่มต้นเราไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราเขียนเรียกว่า คำคม

จนเขียนมาสักพัก มีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเขาบอกกันว่า นั่นล่ะคือคำคม เราถึงรู้นิยามสิ่งที่เราเขียนอยู่ ว่าคืออะไร

แรงบันดาลใจของการเขียน จริงๆ ในตอนต้น เราเขียนมาจากความรู้สึกว่า ต้องการเยียวยาความรู้สึกของตัวเองจากการเขียน โดยเขียนจากความรู้สึกที่มากระทบเรา ทั้งจากเรื่องราวที่เราเองพบเจอ และเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งในรูปแบบของเรื่องผู้อื่น สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของผม

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เรารู้ว่างานเขียนของเรา มันมีคุณค่าต่อคนอื่นๆ ด้วย มันเยียวยาความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วย เมื่อเราเขียน เราก็จะถ่ายทอดความรู้สึกของเรา ความคิดของเรา มาถ่ายทอดเพื่อเยียวทั้งความรู้สึกของตัวเราเอง และความรู้สึกของคนที่ได้อ่านงานของเราด้วย

 

  • คำคมแต่ละอันในหนังสือ ในเพจ ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

คำคมแต่ละอันในหนังสือ และในเพจ ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่หลากหลายกันมากเลยครับ บางคำคมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวส่วนตัว บางคำคมได้รับแรงบันดาลใจมาจากคนรอบข้าง บางคำคมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงบางเพลง บางคำคมได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือบางเล่ม แต่ว่า ทุกแรงบันดาลใจล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือ ผมเขียนถ้อยคำเหล่านั้นจากสิ่งที่รู้สึก

 

กฎข้อแรกในการเขียนหนังสือของผม คือ เขียนสิ่งที่ผมรู้สึก แม้อาจไม่ใช่ความรู้สึก ณ ขณะนั้น แต่เป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นจริง และเป็นความรู้สึกที่เรารู้สึกไปกับมันจริงๆ เพราะสำหรับผมแล้วทุกถ้อยคำของผม ผมไม่เคยคิดว่ามันคือการแต่งหรือว่าประดิษฐ์ขึ้นมา แต่คือการบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึก ที่เราทุกคนอาจมีร่วมกันได้ และผมคงไม่อาจถ่ายทอดความรู้สึกนั้นมาได้อย่างดี ถ้าไม่รู้สึกกับมัน

 

  • ถ้าไม่เขียนแนวคำคม อยากเขียนหนังสือแนวอะไร

ถ้าไม่ใช่แนวคำคม ที่อยากเขียนคือหนังสือแนวนวนิยายสืบสวนสอบสวนครับ  5555

คือ ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือได้ค่อนข้างหลากหลายสไตล์ ทั้งหนังสือสารคดี หนังสือรวมบทความ รวมเรื่องสั้น วรรณกรรมเยาวชน ตลอดจนพวกหนังสือ How-To  ความรู้ต่างๆ

แต่ถ้าถามถึงหนังสือที่อ่านเพื่อความบันเทิงโดยแท้ อ่านเอาสนุก อ่านในวันพักผ่อน จะชอบอ่านนวนิยายสืบสวนสอบสวน เพราะว่าชอบติดตามปริศนาที่ลึกลับยากเกินจนจะแก้ไข รวมถึงเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นชวนติดตาม และเรารู้สึกว่า คนเขียนหนังสือแนวนี้ได้ ต้องเป็นคนที่วางโครงเรื่องเก่งมาก มีการวางแผนต่างๆ ในการเขียนไว้อย่างดี ถ้ามีโอกาสก็เลยอยากเขียนนวนิยายแนวนี้บ้าง

จริงๆ ที่ผ่านมา ได้เริ่มเขียนนิยายไว้บ้าง เป็นนิยายแนว Sci-fi ชื่อ Keep  เก็บไว้ในความทรงจำ เขียนกับเว็บ  Fictionlog แต่ตอนนี้พักมาระยะหนึ่ง ถ้าใครสนใจอยากอ่านงานเขียนของคิดมาก แนวเรื่องแต่ง ลองเข้าไปอ่านกันดูได้นะครับ

 

  • มีนักเขียนในดวงใจ /  คนแต่งคำคมในดวงใจ / หนังสือในดวงใจไหม

 นักเขียนในดวงใจ ยกให้พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ ครับ จริงๆ นักเขียนในดวงใจเนี่ยเลือกยากมาก ชอบมากๆ หลายคน พี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ก็ชอบมากๆ คุณวินทร์ เลียววาริณ ก็มีผลงานเกือบทุกเล่ม แต่ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่ง ขอเลือกพี่จิก ประภาส เพราะว่า เป็นนักเขียนคนแรกๆ ที่ทำให้เราอ่านหนังสือแบบจริงจัง เป็นนักเขียนคนแรกที่เราติดตามเก็บงานของเขาทุกเล่ม เป็นนักเขียนคนแรกและคนเดียวที่ถ้าเรารู้ว่า พี่จิก ไปเขียนประจำนิตยสารเล่มไหน เราก็จะตามไปอ่าน และไม่ได้เป็นแฟนพี่จิก แค่งานหนังสือ แต่ผลงานการแต่งเพลง รวมถึงงานอื่นๆ ที่พี่จิก อยู่เบื้องหลัง ผมเองก็ติดตามอย่างเหนียวแน่น ถ้าเป็นยุคนี้อาจเรียกได้ว่า ติ่ง 5555

และแม้กระทั่งทุกวันนี้ในเฟซบุ๊ก สเตตัสของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ก็เป็น See first ของผมเสมอ

สาเหตุที่ชอบผลงานของพี่จิก ประภาส คงเป็นเพราะมุมมองของพี่เขาที่ไม่เหมือนใคร เป็นคนที่เราอ่านงานเขียนของเขา แม้ในเรื่องที่ธรรมดา หรือเรียบง่าย เขาก็ยังมีมุมมองต่างๆ ที่น่าสนใจ ที่เราเองหรือแม้คนทั่วไปก็อาจคิดไม่ถึง อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมคนๆ นี้ “คิดดี” จัง คิดดีนี้มีสองความหมาย คือ พี่เขาทั้งคิดได้ดี และคิดในเรื่องที่ดีๆ ด้วย ถือว่า เป็นนักเขียนในดวงใจคนสำคัญ ที่ถ้ามีโอกาสก็อยากเจอตัวจริงพี่เขามาก

ขอบคุณภาพประกอบจาก naiin.com

 

  • แนะนำหนังสือสำหรับคนคิดมาก

หนังสือสำหรับคนคิดมาก ก็ต้องหนังสือของคิดมากสิครับ 55555

เพราะคนเขียนเป็นคิดมาก เขียนในนามของคิดมาก และเขียนด้วยความคิดมากแน่นอนครับ J โดยผลงานที่อยากแนะนำให้คนคิดมากอ่าน คือ ผลงานไม่เอาน่ะอย่าคิดมาก ที่อ่านแล้วจะคิดมาก (ในด้านลบ) ลดน้อยลงบ้าง ถึงอย่างนั้นความรักก็ยังงดงาม อ่านแล้วจะไม่คิดมากด้านความรัก ไม่มีความเศร้าที่สูญเปล่าบนโลกใบนี้ กับเศร้าเสียให้พอแล้วพาชีวิตไปต่อนะ สองเล่มเกี่ยวกับความเศร้าที่คนคิดมากควรอ่าน

และเล่มล่าสุด โตขึ้นจึงรู้ว่า… ที่คนคิดมากอ่านแล้วจะเข้าใจชีวิตในวัยที่โตขึ้นครับ

 

  • มีคนที่มองว่า คำคมไม่ใช่หนังสือ ใครๆ ก็เขียนได้ เรารับมือกับคนที่ anti เรายังไง

รับมือด้วยความเข้าใจครับ เข้าใจว่าความคิดของเราต่างกัน ความชอบคนเราต่างกัน เราไม่สามารถทำให้คนอื่นคิดหรือชอบตรงกันกับเราได้ และผมเองก็ไม่ใช่คนที่พยายาม หรือว่าชอบที่จะเปลี่ยนความคิดของใคร ถ้าใครเขาไม่ได้ชอบในสิ่งที่เราเขียน เราก็ต้องน้อมรับ เพราะแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่สามารถชอบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้ ที่สำคัญคือไม่ว่าเราไม่ชอบอะไร แต่เราก็ต้องเคารพในความชอบของคนอื่นด้วย ซึ่งงานเขียนแนวคำคมให้กำลังใจ ก็เป็นงานที่ให้กำลังใจผู้คนมากมาย และช่วยทำให้หลายๆ คนผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ไปได้

เวลาที่ผมไปงานสัปดาห์หนังสือ หลายคนที่ผมได้พบเจอ เข้ามาขอลายเซ็นก็บอกกับผมว่า เขาผ่านช่วงเวลาที่แย่ๆ มาได้ ด้วยงานเขียนแนวคำคมของผม ดังนั้น สำหรับผม ผมเคารพ และน้อมรับกับคนที่ไม่ชอบงานเขียนแนวนี้ แต่ผมก็มีหน้าที่ มีความตั้งใจที่จะทำงานเขียนในรูปแบบนี้ให้กับคนที่เขายิ้มได้ ลุกขึ้นยืนได้ จากข้อความของผมเช่นกันครับ

  • โตขึ้นจึงรู้ว่า…รู้ว่าอะไร

โตขึ้นจึงรู้ว่า… อะไรน้า ต้องลองไปอ่านจากหนังสือเล่มนี้กันนะครับ (ทำสายตาเจ้าเล่ห์)

 

  • ให้กำลังใจคนที่กำลังคิดมากหน่อย

สำหรับคนที่คิดมากนะครับ การคิดมากไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะคุณเองไม่ใช่คนเดียวบนโลกใบนี้ที่คิดมาก (อย่างน้อยก็มีผมหนึ่งคนนะ) การคิดมากไม่ใช่เรื่องแย่ ที่สำคัญคือเราต้องควบคุมความคิดของเราให้ได้ แม้เป็นคนคิดมาก แต่ลองคิดมากในด้านที่บวก คิดมากในด้านที่เป็นกำลังใจ แล้วความคิดมากจะเปลี่ยนเป็นพลังให้กับเราครับ

 

  • สุดท้ายนี้ขอคำคมให้ maSCOOPS สักหนึ่งคำคม (แนวแรงบันดาลใจให้รักการอ่าน)

“การอ่านคือกุญแจที่เราจะไขเข้าไปเพื่อเปิดใจของเรา” (ทำหน้าหล่อ)

 

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ