maThink

Emma Watson กับบทบาทนักสิทธิสตรีที่หายไป?

emma-watson

วันอาทิตย์สีอะไร


ข่าวเอ็มม่า วัตสันถูกโจมตีจากการที่เธอไปถ่ายแบบวาบหวิวสวยงามเปิดเผยให้เห็นฐานหน้าอกลงในนิตยสาร Vanity Fair ถูกพูดถึงอย่างมากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนเหล่านั้นส่งเสียงประณามเชิงผิดหวังในตัวเธอ ว่ากันว่าการโชว์ฐานหน้าใจของเธอนั้นเป็นสิ่งไม่สมควรและทำให้ภาพลักษณ์ในฐานะนักเฟมินิสต์รุ่นใหม่ผู้ทำงานรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีของเธอและของนักสิทธิสตรีทั่วโลกต้องแปดเปื้อน

ตลกร้ายก็คือ ไม่กี่วันหลังจากนั้น วันสตรีสากล (International Women’s Day ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี) เวียนวนมาถึงพอดี ความสำคัญของวันนี้ก็อย่างที่รู้ๆ กัน นั่นคือการพยายามท้าทายขนบประเพณีดั้งเดิม และเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชนของสตรี ระลึกการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างคนสองเพศ ทั้งการออกเสียงเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการทำงาน การมีจุดยืนบนพื้นฐานเท่าเทียมอย่างเสรีในความเป็นมนุษย์ของเพศหญิง ฯลฯ ซึ่งจะโดยลืม เผอเรอ หรือจงใจอันใดก็ตามแต่ การโจมตีเอ็มม่าในคราวนี้ ดูเป็นตลกร้ายที่ขำไม่ออกเหมือนกันว่า ภาพจำและความเข้าใจเกี่ยวกับนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีในสายตาคนทั่วไปเป็นอย่างไร

นักเขียนหญิงบางส่วนสะท้อนว่า ภาพจำนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีในแง่มุมของเธอเป็นภาพของสาวเซอร์ โนสน โนแคร์โลกใบนี้ ยกตัวอย่างเช่น วีรพร นิติประภา นักเขียนซีไรต์ประจำปี พ.ศ. 2558 จากผลงานเรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” พูดถึงกรณีนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอว่า “เรามีเฟมินิสต์หญิงท่าทางเหมือนสิงห์มอเตอไซค์ไม่ก็ขี้เมาจรจัดเยอะแล้ว ลองสวยๆ นมๆ บ้าง บางทีเราอาจไม่ต้องเรียกร้องเรื่องไร้สาระนี่นานขนาดนี้ก็ได้ #เฟมินิสต์คือทัศนคติ #ทีมนมหรืออย่างคอลัมนิสต์ฝีปากจัด คำ ผกา เขียนไว้ในหนังสือ “ทั้งหมด ขวา-หัน!” ก็ฉายถึงมุมมองบางส่วนจากปากคำเฟมินิสต์ด้วยกันเองที่เธอได้ยินมาไปในทิศทางคล้ายกันว่า “เมื่อพูดถึงเฟมินิสต์หรือนักสตรีนิยม เรามักจำภาพบรรดาฮิปปี้สาวตกยุคโชว์เรียวขาที่ไม่โกนขนหรือโชว์รักแร้ขนดกอันแสนน่าเกลียดของพวกเธอเพื่อประกาศถึงการขัดขืนต่อแบบแผนความงามที่ถูกกำหนดมาโดยโลกของ ‘ผู้ชาย’ และ ‘ทุน’ (ในที่นี้หมายถึงอุตสาหกรรมความงาม และเครื่องสำอางทั้งมวล) หรือไม่ก็ภาพเปลือยกายประท้วงบนถนนจนยากจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างหญิงบ้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกับนักสตรีนิยมไม่ออก”

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจดจำ เปลือก ที่ห่อหุ้มเฟมินิสต์บางส่วนในแบบนั้นจริง (โดยไม่ได้หมายถึงทั้งสองท่านที่ขออนุญาตอ้างถึงงานเขียนบางส่วน) และก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่า มีคน (ส่วนใหญ่ทีเดียว) อีกส่วนหนึ่งที่จดจำ เปลือก เฟมินิสต์ไปอีกด้าน นั่นคือภาพของผู้หญิงเก่ง แกร่ง สง่า ผู้ดี เรียบร้อย วุฒิทางสังคมเลิศ ความสามารถสูง การศึกษาดี จริตงาม เป็นหลังบ้านอันแข็งแกร่งเปรียบได้กับหางเสือคัดท้ายซ้ายขวาแบบเงียบๆ ให้แก่ความสำเร็จของเพศชาย ที่หากเธอคนนั้นมีบทบาทแถวหน้าในสังคม สิ่งที่สตรีกลุ่มนี้แสดงออกต่อหน้าธารกำนัลก็เห็นจะหนีไม่พ้นวาทกรรมโก้ๆ เรียกร้องขอที่ทางให้แก่เพศเดียวกันกับเธอ เด็ก และคนชรา รวมทั้งการแต่งตัวที่สง่าเรียบร้อยในความหมายของกุลสตรีโดยไม่มีการโชว์เรือนร่างหรือจุดล่อสายตาใดๆ ที่ขับเน้นให้ผู้หญิงคนนั้นตกกลายเป็นเพียงวัตถุทางเพศของผู้ชายในทุกกรณี

อนุมานเอาจากภาพจำเกี่ยวกับนักสิทธิสตรีในสองแบบข้างต้น เข้าใจได้ไม่ยากว่าผู้คนที่ค่อนแคะเอ็มม่าคือกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความปรารถนายึดโยงภาพจำนักสิทธิสตรี (ปลอมๆ) ในแบบหลัง และหมายใจให้เธอเป็นแบบนั้นโดยไม่นึก ไม่สนใจ เผอเรอ หรืออาจไม่เข้าใจความหมายของเฟมินิสต์ที่แท้จริงเลยสักนิด

 

บางทีควรถึงเวลาที่เราควรกลับมาหา แก่น ของเฟมินิสต์กันเสียที จริงแล้วเฟมินิสต์เป็นเพียงทัศนคติรูปแบบหนึ่งเหมือนที่วีรพรบอก เป็นทัศนติ เป็นแนวคิด เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อขอที่ทางที่ว่าด้วยความ เป็นมนุษย์ ของเพศหญิง เป็นมนุษย์ในความหมายของความเป็นมนุษย์จริงๆ ที่มีสิทธิแสดงออกและได้รับการปฏิบัติ รวมถึงการเข้าถึงสิทธิ ทรัพยากร โอกาส ฯลฯ ได้เท่าเทียมกับมนุษย์ทุกประเภทโดยไม่มีขีดจำกัดใดมารัดบีบได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในยุคก่อนหน้าดำเนินมาด้วยกรอบคิด ชายเป็นใหญ่ ในแทบทุกพื้นที่ของโลกใบนี้ นักสิทธิสตรีจึงเรียกร้องให้ผู้หญิงทั่วโลกหลุดพ้นออกจากระบบอันป่วยพังที่ดำเนินมาด้วยกรอบคิดชายเป็นใหญ่มากว่าศตวรรษ เรียกร้องให้สตรีมีโอกาสได้รับการศึกษา เรียกร้องให้สตรีมีสิทธิในการเลือกตั้งเช่นเดียวกันกับบุรุษเพศ การต่อสู้เพื่อค่าแรงที่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย สร้างทางเลือกใหม่หลุดพ้นจากกรอบคิดเรื่องผู้หญิงเป็นเพียงทรัพย์สมบัติ (หรือในบางคราวเป็นภาระ) ของเพศชายในมิติของการเป็นเครื่องบำเรอกายใจ เพื่อนำไปสู่การเป็น – ไปถึง ความเป็นมนุษย์อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นท่ามกลางมวลมหามนุษย์บนโลกใบนี้ก็เท่านั้น

 

ในประดาความไม่เข้าใจแก่นความเป็นเฟมินิสต์จากยุคหนึ่งจนถึงยุคนี้ที่ถูกพูดถึงและส่งต่อความเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ ก็คือ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิสตรีโดยการรังเกียจบุรุษเพศ และ Demonized (ทำให้กลายเป็นปีศาจ) ผู้ชายให้กลายเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะ ผู้ชายเป็นเป้าใหญ่ที่ต้องหักรานลงเพื่อดันสตรีให้สูงกว่า ซึ่งนี่เป็นความคิดที่สุดโต่งและดูขัดกับวิถีอันว่าด้วยความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมของผู้หญิงโดยเฟมินิสต์มากพอแล้ว แต่ยังไม่เคยเจออะไรประหลาดเท่าการ Demonized เต้านมให้กลายเป็นปัญหาของความเป็นสตรีที่เรียกร้องสิทธิสตรีอย่างคราวนี้เลยสักที

ตัวเอ็มม่าเองพูดถึง แก่น ที่เธอยึดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีไว้หลายครั้ง ครั้งหนึ่ง เธอในฐานะทูตสันถวไมตรีเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ กล่าวปาฐกถาในคราวพบกับสมาชิกรัฐสภาอุรุกวัย เพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีไว้ว่า “โดยความหมายแล้ว สิทธิสตรี ก็คือความเชื่อที่ว่าผู้หญิงและผู้ชายควรจะมีทั้งสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน เป็นทฤษฎีเพื่อความเท่าเทียมทั้งทางการเมือง เศรษฐศาสตร์ และสังคม ซึ่งฉันเองก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานมากๆ แล้ว” เธอยังพูดถึงความสนใจในเรื่องสิทธิสตรีกับผู้ชายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ยิ่งได้มีโอกาสพูดเพื่อสิทธิสตรีเท่าไหร่ ก็เริ่มรู้สึกว่า บ่อยครั้งเลยที่การพูดเพื่อสิทธิของผู้หญิงจะถูกตีความไปว่าเป็นการเกลียดผู้ชาย ซึ่งนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ฉันแน่ใจเลยว่าควรจะหยุดคิดแบบนี้ได้แล้ว”

 

การตอบโต้ในทุกครั้งของเธอสะท้อนถึงความเข้าใจในสิ่งที่เธอทำและเรียกร้องอย่างแท้จริง ในเคสล่าสุดที่กำลังเป็นข่าวนี้เธอตอบโต้กลุ่มคนที่พูดถึงแฟชั่นเซตนี้ในนิตยสาร Vanity Fair ไว้ว่า “ฉันว่ามีความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับความหมายของเฟมินิสต์ จริงแล้วเฟมินิสต์คือการให้ทางเลือกกับผู้หญิง ให้อิสระ คือการไม่ยึดโยงติดว่าต้องอยู่ในกรอบ เฟมินิสต์เป็นเรื่องของเสรีภาพ คือการให้สิทธิอันเท่าเทียม ฉันก็ไม่เข้าใจว่าหน้าอกของฉันมันเกี่ยวอะไรกับการเป็นนักสิทธิสตรี” เธอพูดในวันที่เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี

 

สิ่งที่คนทั่วไปควรเข้าใจเกี่ยวกับเฟมินิสต์ให้มากๆ คือเรื่อง ความเป็นมนุษย์ของสตรี แน่นอนว่าความเป็นมนุษย์ที่ว่านี้รวมไปถึงมิติอื่นๆ อีกมากมาย จะว่าไปแล้วแนวคิดเรื่องสิทธิสตรีเปรียบได้ดั่งหัวหอกหนึ่งในหลายๆ การเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ได้ เราจะเข้าใจไปถึงการต่อต้านการเหยียดผิว การกีดกันมนุษย์ผู้อื่นด้วยชาติ ศาสนา เช่นเดียวกันกับการเรียกร้องความเท่าเทียมบนพื้นที่ยืนในสังคมของกลุ่มคนข้ามเพศที่ไม่ต้องการนิยามใดมาขีดจำแนกพวกเขามากไปกว่าความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ควรมีสิทธิเลือกใช้ชีวิต เลือกมีความรัก และได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น

การใช้สายตามองเธอด้วยแววตาผิดหวัง ประณาม ค่อนแคะ บวกด้วยคำพูดสะท้อนความไม่รู้ตื้นลึกใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เธอทำและเรียกร้องมาตลอด ไม่ต่างอะไรกับการเสียดสี เอาเท้าราน้ำด้วยความกลวงเปล่า ยึดเปลือกโดยไม่เข้าถึงแก่นอันเป็นหลักใหญ่ใจความใดๆ เลยสักนิด เป็นแต่เพียงละอองคันที่ไม่อาจทำให้สิ่งที่เธอยึดเป็นเป้าเพื่อเดินไปสู่คลอนแคลนโค่นหักลง แต่มันคัน คันจนน่ารำคาญใจ

 

สรุปสั้น ง่าย ตรงนี้เลยว่า เธอยังคงเป็นเฟมินิสต์และเป็นที่รักของคนทั่วไปอย่างที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ได้โดยไม่เกี่ยวอะไรกับเต้านม

————————–

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

http://metro.co.uk

http://www.dailywire.com

https://dhansuseries

http://www.mycollegesabroad.com

Vanity Fair

comments

0 Comments
Share

อาทิตย์ ธรรมชาติ

บรรณาธิการหนุ่มแห่งแพรวสำนักพิมพ์ สนใจหนังสือ คน ชีวิต และการบิดขี้เกียจ มีศาสดาเป็น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ใฝ่ฝันอยากไปดูอาร์เซน่อลเตะสักครั้งที่อังกฤษ ครุ่นคิดและเพ้อเจ้อเป็นงานอดิเรก