move

15 ปีของ Dr. Pop กับ 15 ข้อที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!

dr_pop

นับตั้งแต่วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง The White Road  ได้เผยแพร่สู่สายตานักอ่านทั่วประเทศไทยเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา  นามปากกา Dr. Pop ก็ได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวบนเส้นทางนักเขียน และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็กลายเป็นชื่อที่เหล่าคอนิยายคอยมองหาบนแผงหนังสืออยู่ตลอดเวลา

Dr. Pop หรือ ป๊อบ – ฐาวรา สิริพิพัฒน์

 

Dr. Pop ได้ช่วยเติมเต็มโลกของผู้มีความฝัน ด้วยจินตนาการสุดล้ำสร้างโลกแฟนตาซีมากมายหลายรูปแบบเป็นตัวอักษร  มีนักอ่านหลายคนที่เติบโตมาพร้อมกับผลงานนิยายของเขา และมีหลายคนที่ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งจากผลงานเดียวกัน   รวมไปถึง ‘การช่วยเปิดมุมมองในการใช้ชีวิต’ นักอ่านผ่านผลงานหนังสือ ‘’ไปใช้ชีวิตซะ’’ ที่ฉีกแนวทางจากแนววรรณกรรมแฟนตาซีที่ถนัด มาเขียนหนังสือแนวพัฒนาตนเองซึ่งช่วยปลดล็อคชีวิตคนมาแล้วกว่าหลายหมื่นคน  เรียกได้ว่า หนังสือของ Dr. Popทุกประเภทและทุกเล่มได้สร้างความสุขทางจิตใจให้กับคนทุกเพศทุกวัยมาตลอดเส้นทางการเขียนหนังสือ

 

 

นักอ่านหลายคนรู้จัก Dr. Pop ผ่านโลกนิยาย และมีหลายคนที่รู้จักเขาในนามของอาจารย์ป๊อบ ผู้ช่วยเปิดมุมมองในการใช้ชีวิต   แต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักเขา…….

 

นี่คือ 15 เรื่องราวของ Dr. Pop  บน 15 ปีเส้นทางนักเขียน ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ และเมื่ออ่านจบหลายคนจะได้รู้จัก Dr. Pop มากขึ้น

ความมหัศจรรย์ของหมายเลข 15

1.เลข 15 นอกจากเป็นระยะเวลาการเดินทางบนเส้นทางสายนักเขียนของ Dr. Pop เลขนี้ยังมีความหมายสุดพิเศษอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ  ปีที่ 15 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นปีที่เขาก้าวผ่านจากการเป็นนักเขียนนิยาย มาเป็นโค้ชอย่างเต็มตัวด้วย  และเป็นปีที่เขาสามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้อย่างมหาศาลผ่านจิตวิทยาการสื่อประสาท NLP (Neuro-Linguistic Programming)

Dr. Pop คือหนึ่งในคนเอเชียไม่กี่คนที่ได้รับดำรงตำแหน่ง Certified NLP Trainer โค้ชอาจารย์และเทรนเนอร์ด้านภาษาสื่อประสาทเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ แต่งตั้งโดยจอห์น กรินเดอร์ ผู้ร่วมให้กำเนิดวิชาภาษาสื่อประสาท NLP จากสถาบัน NLP Academy ประเทศอังกฤษ และได้รับการบรรจุในสภาเทรนเนอร์จิตนักภาษาสื่อประสาทนานาชาติ (International Trainers Academy of Neuro-Linguistic Programming) 

 

โรคร้ายที่มอบพลังให้แก่ Dr. Pop

2.Dr. Pop เป็นโรคสมาธิสั้นจากการใช้ยากันชักมาตั้งแต่ 2 ขวบ แต่เพิ่งมารู้ตัวเมื่อตอนอายุครบ 31 ปี ซึ่งเป็นตอนที่เขาหายดีแล้วเสียด้วย ถึงแม้ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นจะทำให้ตัวเขาต้องประสบปัญหาจากโรค แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับขอบคุณโรคสมาธิสั้นนี้ ที่ทำให้เขากลายเป็นคนพิเศษของโลกใบนี้

 

ไม่มีใครสมหวังก่อนผิดหวัง

3.เมื่อครั้งอายุ 16 มีสำนักพิมพ์ชื่อดังแห่งหนึ่งเคยปฎิเสธต้นฉบับนิยายเรื่อง The White Road และบอกกับเขาว่าไม่มีทางเขียนหนังสือและประสบความสำเร็จได้หรอก แม้จะหน้าชาและกำลังเสียใจ แต่ Dr.Pop กล่าวตอบไปว่า ‘พี่คอยดูนะครับ’  หลังจากนั้นนิยายเรื่องดังกล่าวก็กลายเป็นตำนานของนักอ่านตลอดมาซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อครั้งที่เขาเริ่มต้นอาชีพโค้ช  ซึ่งตอนนี้เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าผ่านวุฒิใบประกาศและความรักจากนักเรียนในห้องเรียนปลดล็อกชีวิตที่มอบให้เขามากมาย

 

ไปใช้ชีวิตซะ หนังสือเล่มแรกที่จบในตัวเอง

4.Dr. Pop เขียนหนังสือมาแล้วกว่า 300,000 บรรทัด แต่งนิยายมาแล้ว 19 เล่ม และเล่ม ‘ไปใช้ชีวิตซะ’ เป็นแนวจิตวิทยาการพัฒนาตนเองเล่มแรกบนเส้นทางนักเขียนของเขา และเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่เนื้อหาจบได้ในตัวเองภายในเล่มเดียว ทั้งในส่วนของนิยายและเนื้อหาวิชาการ และยังเป็นหนังสือเล่มแรกที่มีสีประจำตัวของเขาครบทั้ง 3 สี คือ ขาว ดำ แดง

 

3 สีประจำตัวของ Dr. Pop

สีดำ คือ ความลึกลับ น่าค้นหา สีขาว คือ แสงสว่าง และสีแดง คือ ความร้อนแรง ซึ่งความหมายของทั้ง 3 สีนั้นบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี

‘Fate Dairy’ จุดเริ่มต้นของ‘ไปใช้ชีวิตซะ’

5. Fate Diary คือวรรณกรรมวิทยาศาสตร์แฟนตาซีที่สอดแทรกแง่คิดการผูกสัมพันธ์กับครอบครัวผนวกความรู้ด้านจิตวิทยาเพื่อพัฒนาตนเอง อาจพูดได้ว่านิยายเล่มนี้คือตัวแทนของจุดเปลี่ยนทางทัศนคิตของ Pop ซึ่งส่งผลให้เขาหันมาสนใจด้านการศึกษาจิตวิทยาพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างจริงจัง

ไปใช้ชีวิตซะ มิติใหม่ของวงการหนังสือจิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง

6.‘ไปใช้ชีวิตซะ’ใช้เวลาเขียนมานานกว่า 2 ปี แก้มาแล้ว 3 ครั้ง โดยเริ่มแรกนั้นหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียง200 หน้า แต่เขาคิดว่ามันมืดมนเกินไป และดูเหมือนหนังสือแนวจิตวิทยาทั่วไปที่ไม่แตกต่าง เพราะตอนนั้นเขียนโดยที่ยังไม่เข้าใจคำว่า NLP ที่แท้จริง แต่หลังจากที่ได้ไปเรียนศาสตร์ NLP จากจอห์น กรินเดอร์ หนึ่งในผู้ให้กำเนิด NLP ต้นฉบับของไปใช้ชีวิตซะก็ลงตัว กลายเป็นหนังสือแนวจิตวิทยาในรูปแบบใหม่ ผสานเอกลักษณ์การแต่งนิยายของ Dr. Pop กับเนื้อหาหลักการที่ร่ำเรียนมาโดยนิยายในเรื่องจะสอดคล้องกับบทเรียนในแต่ละบท เพื่อให้ผู้อ่านได้จดจำเนื้อหาได้ดีกว่า และมองเห็นภาพการนำหลักการนั้นๆ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น เป็นสิ่งที่ Dr. Pop เรียกว่า เป็นการเข้าใจระดับวิญญาณ

 

ความแตกต่างของการเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาและนิยาย

Dr. Pop เผยว่าเนื้อหาด้านความรู้เรื่อง NLP นั้นเกิดจากการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงทำให้เขาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้ง่ายกว่าการแต่งนิยายที่มีโครงเรื่องซับซ้อน แต่การเขียนเนื้อหาส่วนนิยายในเล่มไปใช้ชีวิตซะ เป็นการเขียนนิยายแนวชีวิตครั้งแรก เขียนยากกว่านิยายแฟนตาซีขายดีที่ผ่านมา เมื่อมาเขียนนิยายแนวชีวิตก็ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง  โดยนิยายในเรื่องมาจากจินตนาการของเขาบวกกับเรื่องราวปัญหาชีวิตของคนใกล้ตัวที่มาปรึกษา รวมถึงมีเรื่องราวของตัวเขาเองซ่อนอยู่ด้วย

ทำไมต้องไปใช้ชีวิตซะ

7.‘ไปใช้ชีวิตซะ’ มาจากประโยคติดปากของ Dr.Pop “มองมากกว่าที่ตาเห็น ฟังมากกว่าที่เคยได้ยิน รู้สึกมากกว่าที่เคยรู้สึก ไปใช้ชีวิตซะ’’ ตอนนั้นเขากำลังคุยกับบรรณาธิการอยู่ แล้วคำๆ นี้ก็หลุดออกมาในบทสนทนา ตัวเขาก็รู้สึกว่า คำนี้แหละใช่เลย มันออกมาจากใจจริงๆ แล้วมันก็เข้ากับเนื้อหาของหนังสือด้วย

 

ครั้งหนึ่งที่เกือบฆ่าตัวตายแต่ผ่านมาได้เพราะNLP

8.หลายคนอาจมองเห็นแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และด้านที่ประสบความสำเร็จของ  Dr. Pop แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภายในรอยยิ้มนั้นมีคราบน้ำตาและความล้มเหลวซ่อนอยู่

ย้อนไปวัยเด็ก เมื่อครั้งยังเป็นโรคสมาธิสั้น Dr. Pop เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ขี้โมโห เอาแต่ใจ มีแต่นิสัยที่ทำลายความสัมพันธ์ดีๆ มามากมาย  จนเกือบทำให้วงการนักเขียนต้องสูญเสียนักเขียนชื่อดังคนนี้ไป

Dr. Pop ในวัย 29 ปี  ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะปัญหาชีวิตที่แก้ไม่ได้ แต่ก่อนทีจะลงมือนั้น เขาได้ยินเสียงในหัวใจตัวเองบอกว่า ‘จงอยู่ต่อไป ทุกอย่างจะดีขึ้น เราจะไปได้ไกล และเราจะได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แก่โลกใบนี้’

Dr. Pop ค้นพบหนทางเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยศาสตร์ NLP

จากที่เรียนเพื่อดับทุกข์และรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เขากลับพบว่า NLP ช่วยให้โลกใบนี้งดงามขึ้นได้ และช่วยให้คนมีความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น เมื่อพบว่าปัญหาตัวเองหายขาดและชีวิตดีขึ้นอย่างไร เขาก็อยากจะแบ่งปันความสุขที่เกิดขึ้นนี้เพื่อช่วยคนอื่นด้วย

 

ท้าให้ลอง

Dr. Pop มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังมายาวนานเกือบ 10 ปี หลังจากได้รู้จัก NLP แล้ว อาการดังกล่าวก็หายขาด โดยเคล็ดลับก็คือ เมื่อหลับตานอน ให้เพ่งสมาธิไปที่สีดำ แล้วบอกตัวเองในใจว่า ‘อยู่กับสีดำ’ ไม่เกิน 3 นาทีรับรองว่าหลับปุ๋ยแน่นอน

ประสบการณ์โดนตบครั้งแรกในชีวิต

9.ครั้งหนึ่งเมื่อคราวที่ Dr. Pop เหินฟ้าไปเรียนหลักสูตร NLPที่ประเทศสเปนเขาเคยโดนตบจนหน้าแดงมาแล้วนับไม่ถ้วนโดยโค้ชของเขา  ‘’ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครเคยตบผมเลย’’Dr. Pop เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยลืม  ‘’นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคราวที่ผมต้องซ้อมพูดก่อนออกไปสอบพรีเซ้นต์หน้าห้องซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยพูดพรีเซ้นต์มาแล้วแต่คนในห้องไม่มีใครเข้าใจที่ผมพูดเลย พอพูดจบเขาแค่ปรบมือให้พอเป็นพิธี แล้วก็บอกผมว่า ถ้าไปสอบแบบนี้จริงๆ ผมคงสอบตกแน่ผมก็ฮึดสู้ ไปซ้อมกับโค้ช แต่พอเราพูดไปแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เขาสอน เขาตบผมเลยครับ (ทำท่าตบหน้าตัวเองแรงๆ) แล้วเขาพูดว่า ‘I don’t understand. Again please.  (ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูดเลย พูดใหม่อีกครั้งได้ไหม) พอผมพูดใหม่อีกครั้ง เขาก็ตบผมอีก แล้วก็พูดประโยคเดิมๆ อีกครั้งว่าไม่เข้าใจผม

วันนั้นเขาตบผมหลายครั้งจนหน้าผมแดงไปหมด แล้วเขาก็บอกผมว่า คุณต้องสอนเหมือนการสอนให้เด็ก ป.4 เข้าใจ  ผมก็เลยลองเปลี่ยนวิธีการพูด ใช้คำที่เข้าใจง่ายขึ้น แล้วผมก็ไม่โดนตบอีกต่อไป เมื่อผมจบการซ้อม เขาก็พูดกับผมว่า ถ้าสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายไม่ได้ อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นครู หลังจากนั้น เมื่อผมไปสอบรอบจริง ผมก็ได้คะแนน High Pass และครั้งอื่นๆ ด้วยเช่นกัน’’ Dr. Pop เล่าให้เราฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ

การสอบ High Pass ผ่านครั้งแรก Dr. Pop ฉลองใหญ่ด้วยการโกนหัว ซึ่งมีนัยยะบ่งบอกถึงการละตัวตนเดิม ย้อนกลับไปเป็นนักเรียนเพื่อเปิดใจเรียนรู้ครั้งใหม่อีกครั้ง ทำเอาเพื่อนร่วมห้องช็อคกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว

 

เหตุการณ์ที่ทำให้ Dr. Pop น้ำตาคลอ  

10. “ผมเจอคุณต้อมครั้งแรกในห้องเรียนปลดล็อคชีวิต’’ Dr. Pop พาเราย้อนไปในอดีตถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเสียน้ำตา

คุณต้อมนั่งแถวหน้าแต่ไม่ยอมจดในสิ่งที่เราสอน ตอนนั้นผมสังเกตุเห็นเลยพูดขึ้นว่า ถ้าใครไม่จดระหว่างเรียนผมจะไล่ออกจากห้องนะ  เขาได้ยินแบบนั้นก็หยิบดินสอขึ้นมาจด แต่ลักษณะท่าทางในการเขียนหนังสือนั้นดูเก้ๆ กังๆ แล้วผมก็เอะใจเลยสุ่มตรวจการบ้าน เพราะอยากรู้ว่าการที่เขาไม่จดเนื้อหาแล้วเขาจะทำการบ้านได้ไหม ปรากฎว่าเขาก็ส่งการบ้านมานะ แต่ส่งมาในรูปแบบงานพิมพ์ไม่ใช่งานเขียน แล้วผมเห็นว่ามีบางข้อที่เขายังไม่ได้ตอบ ผมก็ให้เขาไปเขียนเพิ่มแต่ลายมือที่เขียนตอบกลับมันยุ่งเหยิงและอ่านไม่รู้เรื่อง ผมจึงไปคุยกับเขาดูว่าเขามีปัญหาอะไรหรือเปล่า เท่านั้นล่ะครับ คำตอบที่ผมสงสัยก็กระจ่างทันที

คุณต้อมไม่จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือมานานกว่า 30 ปีแล้ว เพราะทุกครั้งที่เขียนจะเกิดอาการเจ็บมือ เจ็บนิ้ว สาเหตุนั้นมาจากความเจ็บปวดทางจิตใจที่ได้รับจากการทำงาน เคยโดนต่อว่าเรื่องลายมือมาก่อน คำพูดเหล่านั้นมันส่งผลต่อจิตใจ เขาเจ็บปวดจนทำให้มือของเขาเจ็บปวดไปด้วยเวลาที่เขียน พอผมทราบสาเหตุ ผมก็ช่วยเหลือเขา ผมทำให้เขาเขียนหนังสือได้ภายใน 10 นาที

คำแรกที่เขาเขียน คือคำว่า ‘รักแม่’  ลายมือของเขางดงามมาก แล้วผมก็ร้องไห้ แต่นั่นคือการร้องไห้ที่มีความมสุขของผมครับ’’

                                  ลายมือของคุณต้อมที่เกิดการจากปลดล็อคความเจ็บปวดในใจ

 

 

11. สิ่งที่ทำให้ Dr. Pop ไม่คิดเก็บกระเป๋ากลับบ้านเมื่อเจอกับอุปสรรคมากมายในการเรียน NLP ของเขา คือ ความต้องการช่วยประเทศไทยและช่วยโลกใบนี้ เขาพูดถึงเรื่องนี้ว่า ‘’ผมรู้สึกได้ว่าชีวิตตัวเองมีความสุขขึ้นมากหลังจาได้เรียนรู้ศาสตร์ NLP ผมจึงอยากจะให้คนรอบข้างของผม คนในประเทศของผมมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ผมจึงบินไปเรียนกับบิดาแห่งศาสตร์ NLP เพื่อหวังว่าผมจะสามารถศึกษาแล้วนำมาสอนได้อย่างลึกซึ้ง แล้วนำความรู้ที่ผมเรียนมาช่วยดับทุกข์ให้กับคนไทย  ผมตั้งปณิธานว่าจะต้องคว้าวุฒิกลับมาให้ได้แล้วผมก็ทำได้  แม้บางครั้งผมอยากจะเก็บประเป๋ากลับบ้าน แต่เมื่อผมนึกถึงเด็กๆ เยาวชนที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ผมก็ฮึดสู้  ผมอยากให้เด็กไทยได้รู้จักกับคำนี้ตั้งแต่ชั้นประถมเลยยิ่งดี เพราะพวกเขาจะไม่รู้จักความทุกข์อีกเลย  และพวกเขาจะกลายเป็นกองทัพที่เปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ปัญหาเรื่องความรักคือปัญหาอันดับหนึ่งของโลก

12. ปัญหาเรื่องความรักคือปัญหาที่คนมักมาปรึกษาอาจารย์ป๊อบในห้องเรียนปลดล็อกชีวิตมากที่สุด

Dr. Pop บอกกับเราว่า ‘’เพราะความรักเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต้องการเป็นที่รัก จะเห็นได้ว่าความรักเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทุกรูปแบบ พ่อแม่ เพื่อน คนรัก สัตว์เลี้ยง ทุกรูปแบบมีคนมาปรึกษากับผมหมดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีทั้งสมหวังและผิดหวังปนกันไป เพราะคนเรามักจะคาดหวังสูงเมื่อเกิดความรัก เราคาดหวังให้ความรักเป็นดั่งที่เราคิด แต่บางครั้งมันไม่ใช่  จากความรักจึงกลายเป็นความทุกข์

3วิธี รักอย่างไรไม่ให้ทุกข์จาก Dr. Pop

  1. รักตัวเองให้เป็น

เมื่อรักตัวเองมากพอ เกิดเป็นพลังด้านบวกในใจ แล้วเราจะไม่ต้องการความรักจากใครอีก เรียกว่า รักจากภายใน

  1. อยู่กับใจ

เราต้องเชื่อใจตัวเองมากกว่าความคิด เพราะความคิดมักมากับเหตุผลและอารมณ์ อาจทำให้ตัดสินใจผิด เกิดเป็นความทุกข์

  1. เป็นผู้ให้

เป็นสิ่งต่อเนื่องมาจากข้อ 1 และข้อ 2  ซึ่งช่วยตัดความคาดหวังเพราะเมื่อเรารักตัวเองเต็มที่ มีสติอยู่กับใจแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน   ซึ่งหลายคนที่ยังทุกข์เรื่องความรักนั่นเป็นเพราะเขายังรักตัวเองไม่พอ จึงอยากให้คนอื่นมาเติมเต็มความรักให้ กลายเป็นความคาดหวัง แล้วสุดท้ายเมื่อผิดหวังก็กลายเป็นความทุกข์ ความเสียใจ

คำพูดติดปาก Shine Bright Like a Diamond

Dr. Pop ชื่นชอบในตัวนักร้องสาว Rihanna มาก เป็นต้นแบบในเรื่องการวางตัวของเขา เพราะความเป็นตัวของตัวเอง และเป็นคนมีความสามารถ แต่แอบซ่อนความแสบไว้เล็กๆ น้อยๆ สร้างสีสันให้กับตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับแนวความคิดของ Dr. Pop คือ เราจะทำอะไรก็ได้ แต่เราจะทำประโยชน์เพื่อสังคม ถึงแม้ใครจะพูดถึงเขาว่าอย่างไร   ซึ่งเนื้อเพลงของ Shine Bright like a Diamond นี้ มีความหมายที่ให้กำลังใจคนได้ดี รวมถึงตัวเขาเองด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ที่มืดมนมากเพียงใด แต่เราก็จะสามารถเปล่งแสงสว่างได้เสมอ เพราะเราทุกคนก็คือเพชร   คำนี้จึงกลายเป็นคำติดปากของเขาและตัวเขาก็กลายเป็นดังเพชรที่ส่องสว่างกลางใจของคนที่กำลังมีปัญหา

รู้หรือไม่ว่า Dr. Pop ไม่ฟังเพลงรัก ในลิตส์เพลงของเขานั้นไม่มีเพลงรักสักเพลงเดียวเลย โดยเขาโปรดปรานเพลงที่ให้จังหวะสนุกและเพลงที่มีความหมายเกี่ยวกับชีวิตมากกว่า เพลงโปรดของเขาคือ ดัม-มะชา-ติ–ของ Body Slam และเพลง Beautiful Now ของ Zedd

 

The White Road Academy ความฝันอันยิ่งใหญ่ของ Dr. Pop

14. Dr. Pop ใฝ่ฝันจะสร้างโรงเรียนที่สอนให้นักเรียนทุกคนเป็น คนเก่ง คนดี และมีความสุข โดยตั้งใจนำศาสตร์ NLP มาให้นักเรียนในโรงเรียนของเขาเรียนควบคู่กันไปกับวิชาสามัญ ซึ่งจะตั้งชื่อโรงเรียนในฝันแห่งนี้ว่า ‘’The White Road Academy’’

เหล่านักเรียนในห้องเรียนปลดล็อคชีวิตของ Dr. Pop มีทุกเพศ ทุกวัย โดยอายุน้อยสุดอยู่ที่ 10 ขวบ และอายุมากที่สุดคือ 65 ปี แต่ทุกคนสามารถนั่งเรียนในห้องเดียวกัน และเข้าใจในสิ่งที่ Dr. Pop พูดได้เหมือนๆ กัน เช่นเดียวกับเนื้อหาในหนังสือเรื่อง ‘’ไปใช้ชีวิตซะ’’ ที่ถ่ายออกมาให้อ่านเข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัตตามได้ทุกเพศและทุกช่วงอายุ

15.ทุกวันนี้อาจารย์ป๊อบยังคงตั้งปณิธานการช่วยคนให้พบชีวิตใหม่ผ่านคลาสเรียนปลดล๊อคชีวิต การโค้ชชิ่งตัวต่อตัว ทอล์คโชว์ และการบรรยายเกี่ยวกับผู้เขียนทั่วประเทศ อาจารย์มักออกเดินทางไปโค้ชฟรีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กด้อยโอกาสเสมอ อาจารย์มีเป้าหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นโดยเริ่มต้นจากการพัฒนามนุษย์จากภายใน อาจารย์ป๊อบเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดและเปลี่ยนตัวเองได้เสมอ

 

 

comments

0 Comments
Share

maSCOOPS