move

อุ๋ย บุดดาเบลส การมีพุทธในใจก็เหมือนมีกรรไกรไว้ตัดผม

aui-buddha-bless
  • ผมจะไม่บอกว่าศาสนาพุทธ ดีกว่า ศาสนาอื่น เพราะถ้าพูดอย่างนั้นเดี๋ยวมันไม่จบ ใช้คำว่า ดีสำหรับใคร ดีกว่า
  • ผมเปรียบคนอยู่กับเปลือกว่าเหมือนกับคนติดห่วงยาง ติดบอร์ดโฟมจนว่ายน้ำเองไม่เป็น จะบอกว่าห่วงยางพวกนั้นมันไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่ใช่ อยู่ที่คนใช้รู้จักวิธีใช้มันอย่างมีปัญญาหรือเปล่า หากเขามีปัญญาจริง วันหนึ่งเขาจะเรียนรู้แล้วมันมีไว้เพียงเพื่อฝึกว่ายด้วยตัวเอง แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็จะเกาะมันอยู่อย่างนั้นจนไม่อาจว่ายน้ำเองได้ตลอดไป
  • จะทำอะไรสักทีต้องถือฤกษ์ถือยาม ซึ่งฤกษ์ยามในศาสนาพุทธไม่มี กลายเป็นว่าจะทำมาหากินทั้งทีต้องมานั่งรอเวลา อ้าว ในเมื่อวันนี้สะดวก แต่คุณไม่ทำเพราะฤกษ์ไม่ดี แค่นี้ชีวิตคุณก็ไปถึงเป้าหมายช้าลงแล้ว
  • ผมว่าคนไทยพุทธนี่แหละที่ทำมันพัง ทำไมเวลาคุณไปชวนคนดื่มเหล้าแล้วเขาบอกว่าผมเป็นมุสลิม คุณก็ อ้อ เข้าใจๆ แต่พอบอกว่าอุ๋ย บุดดาเบลสไม่ดื่มเหล้าเพราะถือศีลห้า โห่ อะไรน่ะ มึงอย่ามาเว่อร์ อ้าว อะไรวะ กูผิดซะอย่างนั้น

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพลักษณ์ธรรมะธรรมโม เข้าใจโลก เข้าใจพุทธ ดูไม่เข้ากันกับผู้ชายคนนี้เอาเสียเลย ขัดกับภาพนักร้องผู้เป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่น กับเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด เพลงมีจังหวะเร่าร้อนชวนโยกสะโพกหลุด กับการอยู่ท่ามกลางแสงไฟโดยมีหญิงสาวหน้าตาดีเคียงกาย น่าจะเป็นภาพจำในใจใครหลายคน เปรียบเหมือนเครื่องหมายการค้าของคนที่ทำอาชีพหลัก ให้ความบันเทิง เช่นเขา

โดยที่เราอาจรู้บ้าง หรืออาจไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตอีกด้านของคนเหล่านี้เลยในด้านออฟ เรคคอร์ดเป็นอย่างไร จนกว่าเขาจะเปิดปากหรือแสดงบทบาทบางอย่างออกมา

อุ๋ย บุดดาเบลสยังคงอยู่บนเส้นทางการ ให้ความบันเทิง เช่นเดิม แผกไปตรงที่หลังๆ มา หลายครั้งที่ชื่อของเขาถูกเล่า ถาม พูดถึง ในอีกมุมหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะตรงข้ามอาชีพที่เรารู้จักราวแก้มหน้ากับแก้มก้น

 

เราชวนอุ๋ยมาพูดเรื่อง พุทธในบัตรประชาชน, สังคมพุทธ ผี พราหมณ์, ศีล 5 กับการจัดการสังคม, โกนหัวเข้าวัดเพื่อตัดปัญหา และอื่นๆ

ฟังเพลงเขามาเยอะแล้ว มาฟังพุทธจากเขาบ้าง

>พุทธศาสนาเข้ามามีส่วนสำคัญกับชีวิตคุณตั้งแต่เมื่อไหร่

คือมันก็ซึมซับตั้งแต่เด็กๆ นะ แต่ก็เป็นเปลือก อย่าเรียกว่าพุทธศาสนาเลย เรียกว่าไปรู้พิธีกรรมดีกว่า ด้วยความที่ตอนเด็กๆ ก็เป็นเด็กนิสัยไม่ดี จริงๆ จะเรียกนิสัยไม่ดีเฉยๆ ไม่ได้ เรียกว่าเด็กเหี้ยเลยดีกว่า (หัวเราะ) ก้าวร้าว หยาบคาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาจเพราะสันดานเดิมตั้งแต่ชาติที่แล้วหรืออย่างไรไม่ทราบ แล้วก็เป็นพวกรักความรุนแรง ไม่ยอมคน ทุกครั้งที่เล่นตีแขนกับเพื่อนหรือพี่น้องผมจะตั้งปณิธานไว้ในใจเสมอว่าต่อให้ตีกันถึงพรุ่งนี้เช้ากูก็จะไม่เลิก กูจะไม่ยอมเป็นคนที่ยอม ต้องชนะ ให้ตีกันเรื่อยๆ ให้ตายไปข้างก็เอา

ด้วยความที่เป็นคนแบบนั้น บวกกับพ่อแม่เป็นคนที่ชอบเข้าวัดเข้าวา ท่านเลยพาผมติดไปด้วยตลอด ผมก็ไปแบบแกนๆ เบื่อๆ รำคาญ ไปอยู่นานตั้งแต่เด็กจนโตก็แทบไม่มีผลอะไรเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนที่ดีขึ้นสักนิด ยังคงเหี้ยเสมอต้นเสมอปลาย ไปวัดทีก็สงสัยทุกทีว่าไอ้นั่นไอ้นี่ทำไปทำไม

จุดเปลี่ยนสำคัญเป็นช่วงที่บ้านมีปัญหาธุรกิจ แถมยังไฟไหม้บ้านด้วย ปัญหานานาโถมเข้ามามากมายจนครอบครัวเรารับมือไม่ทัน ทุกข์มาก ทุกข์กันทุกคน เมื่อหาทางออกไม่ได้ คิดไปคิดมา การไปปฏิบัติธรรมน่าจะดีที่สุด พอได้ฟังแล้วก็รู้สึกเลยว่าคงทรมานฉิบหาย พูดง่ายๆ ว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ คนอย่างผมคงไม่มีทางคิดที่จะไปปฏิบัติธรรมแน่นอน ปรากฏว่าหลังจากไปปฏิบัติธรรมหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตผมเปลี่ยนเลย

 

>ง่ายแบบนั้นเลย? แสดงว่าใครทำแบบคุณก็เข้าถึงพุทธศาสนาได้ทั้งหมดน่ะสิ

มันมีรายละเอียดเยอะ เล่าหมดก็ยาว เอาเป็นว่าผมตอบไม่ได้หรอกว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนเหมือนผมไหม แต่ถ้าวิจารณญาณผมเองนะ ผมเดาว่าไม่ ของพวกนี้มันอยู่ที่ ‘ปัญญา’ ไม่ได้หมายถึงฉลาดมาก ฉลาดน้อย ไม่เกี่ยวนะครับ หมายถึงทัศนคติของการมองโลก ปัญญาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถึงจะเข้าไปแล้ว ไปรับฟังคำเทศน์ คำสอน หรือแม้แต่ปฏิบัติทุกอย่างแล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจเหมือนกัน บางคนเข้าไปพร้อมผมแล้วเข้าใจมากกว่าผมก็มี สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมตอนนั้นมันเหมือนไปกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดให้ถูกเท่านั้น ออกมาแล้วก็ต้องมากลัดกระดุมเม็ดต่อๆ ไป ศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กับบางคนเขาอาจไม่ต้องกลัดทีละเม็ดก็ได้ อาจตื่นเลย เข้าใจแก่นเลย หรือก็มีบางคนที่ชีวิตกลับไปเป็นเหมือนเดิมโดยไม่รู้ว่ากลัดกระดุมผิดอยู่นะ ทั้งหมดอยู่ที่ปัญญาล้วนๆ จะบอกว่าเข้าไปแล้วต้องออกมาเหมือนกันหมดมันเป็นไปไม่ได้

 

>ศาสนาพุทธดีกว่าศาสนาอื่นตรงไหน

ผมไม่อยากใช้คำว่า ดีกว่า เพราะถ้าพูดอย่างนั้นเดี๋ยวมันไม่จบ ใช้คำว่า ดีสำหรับใคร ดีกว่า สำหรับผมมันดีตรงที่ตอบคำถามที่ผมสงสัยได้หลายคำถาม แล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนา มันไม่มีอะไรให้ต้องเชื่อขนาดนั้น มีแค่บอกวิธี อะ… มึงไปลองดูละกัน ลองแล้วเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวก็รู้เอง เผอิญว่ามีอยู่คนหนึ่งที่เขาลองแล้วเกิดผลอะไรแล้วมาบอก แต่เขาก็ย้ำว่าอย่าเชื่อ คุณต้องไปลองเอง ประสบการณ์ใครประสบการณ์มัน ทั้งหมดนี้จะเรียกว่าเป็นแนวทางของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาไหมล่ะ ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นศาสนาขนาดนั้น ตรงนี้ก็อยู่ที่ว่าคุณตีความคำว่าศาสนาว่าอย่างไร ถ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เป็นไกด์ไลน์ในการใช้ชีวิตก็อาจจะใช่ แต่ว่าผมว่ามันกว้างมาก เพราะคำสอนในศาสนาพุทธก็มีบางส่วนที่คาบเกี่ยวกับคำสอนของศาสนาอิสลาม ของศาสนาคริสต์ คำสอนดีๆ ที่อยากให้คนประพฤติดี ปฏิบัติดี ทุกศาสนาก็มีด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่คุณเรียกการสวมสถานะว่าฉันนับถือศาสนานั้น ศาสนานี้ มันก็แค่การระบุตัวตนหรือวิถีการดำเนินชีวิตเฉยๆ แล้วอย่างนี้จะอธิบายกลุ่มคนที่เขาบอกว่าเขาไม่ระบุตัวตนว่านับถือศาสนาอะไรเลยได้อย่างไร บางคนนะ เขาไม่นับถืออะไร แต่วิถีการดำเนินชีวิตเหมือนแนวทางของพุทธมากเลย แทบจะตรงหมดทุกข้อ อย่างนี้คุณเรียกว่าเขาศาสนาอะไรล่ะ? สำหรับผม ผมดูที่การดำเนินชีวิตมากกว่า ไม่ได้อยู่ที่คุณเชื่อในอะไร

 

>เราจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ไหมหากสนใจต้องแต่จุดมุ่งหมายสูงสุด (นิพพาน) แต่ไม่เอาพิธีกรรม

สำหรับผมเชื่อเลยว่าได้ พิธีกรรมนี่ไม่จำเป็นเลย แต่ต้องแยกให้ถูกนะว่าอะไรคือพิธีกรรม อะไรไม่ใช่ อย่างเช่นเรื่องของการสวดมนต์ ผมมองว่ามันเป็นการบันทึกคำสอนต่อๆ กัน เพราะสมัยก่อนไม่มีการจด ใช้วิธีพูดซ้ำๆ ด้วยคนจำนวนมาก นั่นคือการสวดมนต์ แต่ผมไม่ได้เชื่อว่าสวดแล้วเทวดาจะมาฟังหรือมีอิทธิฤทธิ์มาฟัง มามอง มาตาม อย่าเรียกว่าไม่เชื่อดีกว่า เรียกว่าผมยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ในตอนนี้

นี่ไง บางคนก็เรียกสิ่งนี้ว่าพิธีกรรม แต่ผมมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึก จะอย่างไรก็แล้วแต่ ที่สุดแล้วมันสำคัญตรงที่ว่าผมเชื่อในการปฏิบัติเพื่อรู้จักตัวเอง อันนี้มีผลกว่า นั่นคือการวิปัสสนา การเข้าไปดูจิตใจ ดูความรู้สึก ดูร่างกายตัวเอง ดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เรียนรู้กับมัน ผมเชื่อว่านั่นแหละ เป็นเครื่องมันสำคัญในการเข้าถึงจุดมุ่งหมายทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ไม่ใช่พิธีกรรมอื่นใด

 

>ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ อาจจะง่ายกว่าพิธีกรรมด้วยหรือเปล่า

ยากกว่านะ พิธีกรรมแค่คุณทำตามที่เขาบอก ไม่ต้องใช้ความเหนื่อยยากอะไรมากมาย อย่างการนั่งแตะตัวกันเวลากรวดน้ำ พนมมือ จุดธูปแล้วขอ เสร็จแล้วก็กลับบ้าน การร่วมพีธีกรรมต่างๆ มันง่ายกว่าการที่คุณจะต้องมาฝืนสัญชาตญาณตัวเอง เพราะสัญชาตญาณมนุษย์คือชอบพูด ชอบฟัง ชอบสนุก ชอบบันเทิง แต่การปฏิบัติคือการหยุด หยุดสิ่งเหล่านี้ ดูอาการที่มันเกิดขึ้น ซึ่งมันค่อนข้างสวนกระแสสัญชาตญาณมนุษย์โดยธรรมชาติ มันก็จะลำบากกว่า

 

>เราพอสรุปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วพิธีกรรมต่างๆ เป็นเพียงเปลือก ถ้าเช่นนั้น เราสามารถเข้าถึงแก่นเลยได้ไหมโดยไม่ผ่านเปลือก หรือต้องผ่านก่อน

แล้วแต่คนอีกเช่นกันครับ มีหลายคนที่อยู่กับเปลือกมานานจนสุดท้ายก็เข้าไปที่แก่น และก็มีหลายคนเช่นกันที่อยู่กับเปลือกนานจนไม่เข้าไปถึงแก่นซะที ผมเปรียบคนอยู่กับเปลือกว่าเหมือนกับคนติดห่วงยาง ติดบอร์ดโฟมจนว่ายน้ำเองไม่เป็น จะบอกว่าห่วงยางพวกนั้นมันไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่ใช่ อยู่ที่คนใช้รู้จักวิธีใช้มันอย่างมีปัญญาหรือเปล่า หากเขามีปัญญาจริง วันหนึ่งเขาจะเรียนรู้แล้วว่ามันมีไว้เพียงเพื่อฝึกว่ายด้วยตัวเอง แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็จะเกาะมันอยู่อย่างนั้นจนไม่อาจว่ายน้ำเองได้ตลอดไป

>ส่วนตัวคุณรู้สึกอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า “คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาแต่ในบัตรประชาชน”

ไม่รู้สึกอะไร เพราะเมื่อก่อนผมก็เคยเป็น (หัวเราะ) ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าโดยมากแล้วคนพุทธในสังคมเราเป็นแบบนี้กันทั้งนั้น เราเติมข้อความลงไปว่านับถือศาสนาพุทธ แต่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพุทธเลย มันเปล่าประโยชน์ ต่างอะไรกับคนไม่มีศาสนา ซ้ำยังไปทำอะไรมากมายที่เข้าใจผิดว่าเป็นพุทธอีกด้วย ถ้าวิถีพุทธต้องเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน นี่คุณยังไปจุดธูปตะเวนขอให้ชีวิตดีขึ้นอยู่เลย มันใช่พุทธที่ไหน ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้ทำแบบนั้น จะดีกว่าด้วยซ้ำถ้าคุณไม่ได้ระบุเลยในบัตรประชาชนแต่เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทำอย่างไรได้อย่างนั้น เชื่อว่าสิ่งอะไรเกิดขึ้นสิ่งนั้นก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา รู้ตัวว่าถ้าไปยึดติดกับอะไรมากๆ แล้วจะทุกข์ ใช้ชีวิตตามหน้าที่ มองโลกตามความเป็นจริง หากินสุจริต มีสติอยู่ปัจจุบัน โดยไม่ประกาศตนว่าเป็นพุทธด้วยซ้ำ ผมว่านั้นน่ะ คุณโคตรพุทธเลย เพราะมันเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตชัดเจน โดยที่ไม่ต้องระบุลงบนบัตรประชาชนเลยด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระมาก

>คนบางคนเชื่อว่าตัวเองทำดีมาทั้งชีวิตแต่ไม่เห็นได้ดี ขณะที่บางคนชั่วจนชินชาแต่ได้ดีมีถม คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

ผมขอใช้คำท่านพุทธทาสนะ ท่านว่าคำว่ากรรมเนี่ย มันโยงใยกันเหมือนใยแมงมุมที่ซับซ้อน ไม่ใช่ว่าทำแบบนี้แล้วได้แบบนี้ทันที ท่านพุทธทาสว่า ทำดีมันก็ดีตั้งแต่ตอนที่ทำแล้ว ทำชั่วมันก็ชั่วตั้งแต่ตอนที่ทำแล้ว จะให้เห็นผลด้วยตาเปล่าอย่างใจเราอยากได้นี่มันไม่ได้อย่างนั้นซะทีเดียวหรอก มันซับซ้อนกว่านั้น ง่ายๆ ว่าแค่เราไปเพ่งโทษเขาแล้วเรารังเกียจ เรามีความอาฆาตแค้น เราก็ทุกข์เองในใจแล้ว มันจริงไหมล่ะ คุณเกลียดเขาคุณก็ทุกข์ อันนี้มันก็ส่งผลให้เห็นชัดเจนง่ายๆ เลยนะ แล้วถ้าคุณจะบอกว่า อ้าว เมื่อไหร่ไอ้นั่นมันจะทุกข์? คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ทุกข์ เห็นเขามีเงิน มีอำนาจ มีวาสนา คุณรู้ได้ไงว่าเขาไม่ทุกข์ คุณรู้ได้ไงว่าเขามีความสุข เหมือนดาราศิลปินนักร้องถ่ายรูปลงไอจี ยิ้มแย้ม ร่าเริง ใช้ชีวิตหรูหรา คุณคิดว่าเขาพ้นจากทุกข์แล้วหรอ ถ้าคนเหล่านั้นพ้นจากทุกข์ก็คือเขานิพพานแล้วสิ มันก็ไม่ใช่ จะรวยให้ตาย สวยหล่อหน้าตาดีมีซูเปอร์คาร์ขับ ลองไปถามเขาสิ ถ้าเขากล้ายอมรับความจริงนะ มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ผมเชื่อว่าตราบใดที่เป็นมนุษย์อยู่ก็ล้วนแล้วแต่มีความทุกข์กันทั้งนั้นครับ อยู่ที่ว่าเขามาโชว์ให้คุณเห็นหรือเปล่า คุณเห็นด้านเดียวก็อย่าเพิ่งรีบตัดสิน

 

>อยากนิพพาน อยากหลุดพ้นวงเวียนสังสารวัฏ แต่ไม่ขอเดินตามแนวทางที่พุทธองค์ว่ามาจะเป็นไปได้ไหม

สำหรับผมแล้วยากครับ เหมือนมีคนบางคนที่เขาไปทางนั้นมาแล้ว เขาออกจากวงจรนี้ได้แล้ว วันนึงเขาบอกบอกแผนที่ให้ว่าเดินทางนี้แล้วไปถึงนะ ถ้าคุณจะไม่เดินตามคุณก็ต้องลองครับ ถ้าผมตอบคุณไปว่าไม่ได้ คุณก็จะบอกว่า แล้วมึงรู้ได้ไง? ที่สุดแล้วเชิญคุณลองครับ มันจะให้คำตอบกับคุณเอง แต่ถ้าถามความเห็นผม ผมกำลังทดลองอยู่ แล้วผมเห็นแนวโน้มแล้วว่า ถ้าทำตามทฤษฎีที่คนนั้นเขาเคยไปแล้วเขาบอกมา ผมคิดตามแล้ว ผมว่าเป็นไปได้ถ้าทำแบบเขา แต่ถ้าไม่ทำแบบเขา ยาก มันยังจะติดอยู่ในวงจรนี้อยู่เท่านั้นเอง

 

 

>ทำอย่างที่คุณว่าไม่เห็นสนุก ไม่มีความสุขสักนิด อยากมีความสุขในเชิงพุทธขณะมีชีวิตโดยไม่ต้องละความสุขทางโลกเลยได้ไหม

เป้าหมายศาสนาพุทธไม่ใช่ความสุขนะครับ นิพพานไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เหมือนคำกล่าวที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง มันตีความได้หลายแบบนะครับ การนิพพานคือการออกจากวงจรเวียนว่ายตายเกิด คุณอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ล่ะว่าง่ายๆ ถ้าเราตีความสุขแบบทางโลกกันอยู่ ทางพุทธก็จะบอกว่าไม่มีสุขที่แท้จริง มีแต่ทุกข์น้อย มีทุกข์ที่แบบทนได้แล้วเรียกว่าความสุข ถ้าคุณยังบอกว่าคุณอยากสุขทางโลกอยู่ ก็ได้ครับ แต่มันเป็นทางเดินนะ ไม่ถึงกับพ้นเลย เรียกว่า โสดาบัน เป็นขั้นแรกของอริยบุคคล คือยังเป็นปุถุชนทำมาหากิน ยังมีลูก ยังมีเซ็กส์ได้อยู่ กิเลสเบาบางลง แต่เมื่อกลับมาเกิดอีกทีก็ไม่ได้ต่ำกว่ามนุษย์แล้ว ทางพุทธเชื่อว่าอีกไม่เกิดเจ็ดชาติก็จะบรรลุ เพราะฉะนั้นตอบคำถามก็คือผมว่าคุณยังเดินทางไปถึงเป้าหมายสูงสุดในเชิงพุทธได้ ยังใช้ชีวิตปกติได้ ทำมาหากินทางโลกต่อไปได้ แต่ต้องเห็นว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา และก็ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในแก่นพุทธ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

>ในสังคมพหุวัฒนธรรมแบบบ้านเรา ผีบ้าง พราหมณ์บ้าง พุทธบ้าง จำเป็นต้องเลาะต้องแยกออกไหมว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด หรือก็มั่วตามเดินไปเรื่อยๆ ได้เดี๋ยวก็ถึง

เหมือนกับคุณถือของแบกของจำนวนมากน่ะครับ มันก็ลำบากในการเดินทาง กว่าจะถึงเป้าหมายก็เหนื่อยหนัก ถ้าทิ้งของที่ไม่ใช่สาระออกไปบ้าง คุณก็ถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าปกติ เลือกเอาเอง อะไรที่รู้ว่าเป็นภาระแล้วทำไมไม่วางซะ ยกตัวอย่างเช่น จะทำอะไรสักทีต้องถือฤกษ์ถือยาม ซึ่งฤกษ์ยามในศาสนาพุทธไม่มี กลายเป็นว่าจะทำมาหากินทั้งทีต้องมานั่งรอเวลา อ้าว ในเมื่อวันนี้สะดวกแต่คุณไม่ทำเพราะฤกษ์ไม่ดี แค่นี้ชีวิตคุณก็ไปถึงเป้าหมายช้าลงแล้ว มัวแต่มานั่งเสียเวลา ในเมื่อทางพุทธบอกว่าทำกรรมดีเมื่อไหร่ก็ดี ทำกรรมชั่วเมื่อไหร่ก็ชั่ว ฤกษ์ยามไม่มีจริง แต่ถ้าคุณบอกว่าเพื่อความสบายใจ ขอถือเรื่องไปด้วยได้มั้ย มันก็สิทธิ์ของคุณ ก็ได้ คุณก็อาจจะไปถึงปลายทางเหมือนกัน แต่มันก็จะช้าลงแค่นั้นเอง

 

>รู้สึกไหมว่าพุทธศาสนาเหมือนยาสารพัดนึก ธุรกิจล้ม อกหัก มีปัญหา เอะอะโกนหัวเข้าวัดทุกอย่างจบ

ดูแค่พฤติกรรมที่เขาทำอย่างเดียวไม่ได้นะครับ เอาเฉพาะเรื่องธุรกิจล้มละลายหรืออกหักแค่นี้พอ สองปัญหานี้มันก็มีทั้งคนที่เข้าวัดไปฟังพระแล้วคลายทุกข์ลงได้ คนที่ไม่ได้ก็มี ยิ่งในโลกยุคปัจจุบันด้วยแล้วเราอาจไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยซ้ำ บางคนฟังคนธรรมดาด้วยกันนี่แหละพูดให้ฟังในยูทูบแล้วฮึดสู้กลับมามีกำลังใจก็มี หรือคนที่ทำอย่างนั้นแล้วไม่หาย ทำยังไงก็ไม่หาย สุดท้ายไปปฏิบัติธรรมไปเข้าวัดแล้วหาย มันก็มี คือจะบอกว่าการทำแบบนั้นมันมีทั้งสองเคส ทั้งหายและไม่หาย สุดท้ายต้องอยู่ที่ตัวบุคคลครับ ไม่ได้อยู่ที่บอกว่าไปโกนหัวเข้าวัดแล้วต้องหาย ผมว่ามันเป็นภาพจำมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นจากสื่อหรือจากการปลูกฝังนานมา เป็นภาพจำว่าถ้าทุกข์มากต้องทำแต่แบบนั้น เพราะอะไร ก็เพราะสมัยโบราณไม่ค่อยมีทางเลือกอื่นไง ไม่มียูทูบ ไม่มีไลฟ์โคชชิ่งมาช่วย มันก็มีทางเดียวก็คือเข้าวัด ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกอีกมากมาย แต่ถามว่าไปทำแบบนั้นแล้วหายไหม ก็อย่างที่บอก มันมีสองทั้งสองแบบคือทั้งหายและไม่หาย

 

>มีคนเคยบอกว่า หากคนในสังคมรักษาศีล 5 ได้ แค่นี้สังคมก็สงบเรียบร้อยน่าอยู่แล้ว คุณเชื่อแบบนั้นไหม

มองแบบนั้นเลยครับ เชื่อเลย ถ้าทุกคนรักษาศีลห้าได้จริงๆ นะ ตำรวจแทบไม่ต้องมี ตำรวจจราจรคอยโบกรถยังแทบไม่ต้องใช้เลยด้วยซ้ำ นั่นในข้อแม้ว่ามีศีลห้าได้ทุกคนจริงๆ นะ นั่นคือโลกในฝันเลยล่ะ

 

>ซึ่งจริงๆ เหมือนง่ายนะ แค่ศีล 5 แต่ทำไมถึงทำกันไม่ได้

โห ยากนะ คุณดูธุรกิจอะไรที่ฝืนศีลห้ารวยทุกประเภทครับ เพราะมันเป็นกิเลสพื้นฐานของมนุษย์ โฆษณานี่คือการโกหก ถ้าคุณโกหกจนขายของได้นี่คือการโฆษณา บริษัทโฆษณารวยระเบิดเถิดเทิง ขายเหล้านี่คือแบบไม่ต้องพูด ค้าประเวณี อาบอบนวดนี่รวยมหาศาล ฆ่าสัตว์ กิจการค้าเนื้อสัตว์ ทั้งหมดมีขึ้นเพื่อตอบสนองกิเลสทั้งนั้น การที่มันทำเงินมากขนาดนั้นนั่นหมายถึงอะไรที่ฝืนศีลห้านี่คนชอบ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแม้จะแค่ศีล 5 ก็เถอะ

พูดให้ชัดต่อยอดจากคำถามก็คือ จริงๆ แล้วศีล 5 มีไว้เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบเท่านั้นเอง เอางี้ ไม่ต้องศีล 5 ก็ได้ ทุกบทบัญญัติพื้นฐานของทุกศาสนาก็มีไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะทั้งนั้น มุสลิมก็ไม่ให้ดื่มเหล้า หลายศาสนาก็ห้ามของมึนเมา ห้ามขโมย ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามผิดประเวณี ดูอย่างวันสำคัญทางศาสนาในบ้านเราห้ามขายเหล้า เราโวยวาย ผมว่าคนไทยพุทธนี่แหละที่ทำมันพัง ทำไมเวลาคุณไปชวนคนดื่มเหล้าแล้วเขาบอกว่าผมเป็นมุสลิม คุณก็ อ้อ เข้าใจๆ แต่พอบอกว่าอุ๋ย บุดดาเบลสไม่ดื่มเหล้าเพราะถือศีลห้า โห่ อะไรน่ะ มึงอย่ามาเว่อร์ อ้าว อะไรวะ กูผิดซะอย่างนั้น ต้องเลี่ยงไปตอบอย่างอื่น อ้อ แพ้แอลกอฮอล์ครับ แพ้นั่นนู่นนี่อะไรแบบนี้ มันตลกตรงนี้ ทั้งที่บอกว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธนะ

เอาล่ะ ในเมื่อผมมองว่ากุญแจที่ชื่อว่าพุทธศาสนาสามารถแก้ปัญหาทั้งส่วนตัวและเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ ได้หลายอย่าง แต่มันยาก ทีนี้ก็ต้องมาว่ากันตรงที่จะทำอย่างไรให้คนในสังคมเห็นความสำคัญของสิ่งนี้ร่วมกัน ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยนะที่จะให้คนในสังคมเปลี่ยนพร้อมกันหมด มันใช้เวลานานมาก คงต้องใช้การศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมไปคู่กัน ไม่เช่นนั้นคนที่ขาดการศึกษาทางโลกก็จะโดนหลอก ชักจูงด้วยสิ่งของเงินทอง จากนักการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ชักจูงให้คุณทิ้งศีลธรรม เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ก็มองเศรษฐกิจเป็นหลัก แล้วพอมองเศรษฐกิจเป็นหลัก ถ้าคุณขาดการศึกษาทางโลกคุณจะโดนหลอกได้ง่ายๆ  ทำไมประเทศอย่างสวิสเซอร์แลนด์ประกาศนโยบายจะขึ้นเบี้ยผู้สูงอายุ ขึ้นแบบสามสี่เท่าเลย นักการเมืองออกมาเสนอ ประชาชนออกมาประท้วงว่าไม่เอา ไม่เอาแบบนั้น ทำไม? เพราะว่าเขามีการศึกษาและเขารู้ว่าถ้าเอาเงินภาษีมาแจกประชาชนแบบนี้ ต่อไปเศรษฐกิจในระยะยาวมันจะพัง นั่นคือคนมีการศึกษาทางโลก ในขณะที่ประชาชนในประเทศที่ขาดการศึกษาทางโลกพอโดนหลอกว่าเดี๋ยวจะขึ้นเบี้ยให้เยอะๆ เลย เอาภาษีมาแจก อุดหนุนสารพัดโครงการ คนเขาแพ้กิเลสง่ายๆ อยู่แล้ว คิดไม่ออก เอ้า กูไปด้วย มันถึงพังไง

อย่างที่บอกว่าสองอย่างต้องไปคู่กัน ทั้งการศึกษาทางโลกและการศึกษาทางธรรม เพราะถ้ามีทางธรรมอย่างเดียว ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสู้กิเลสได้หรือไม่โดนหลอก อยู่ดีๆ พรุ่งนี้ประกาศนโยบายให้เน้นศีล 5 อย่างเดียวโดยไม่เน้นการศึกษาทางโลกก็พังเหมือนกัน เพราะพอคนขาดวัตถุ ขาดเศรษฐกิจที่ดี ปากท้องหิว แค่นี้ทุกคนก็พร้อมที่จะผิดศีลเพื่อไปทำให้ท้องอิ่ม ตรรกะง่ายๆ เลย ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันต้องคู่กันนะ ต้องให้ความรู้ทางโลกไปด้วย แล้วก็เน้นเรื่องศีลห้าไปด้วย มันถึงจะไปด้วยกันได้ ไม่ได้โลกสวยนะ

 

>ทุกวันนี้ยังมีความทุกข์อยู่ไหม

ทุกข์อยู่ครับ แต่ว่าทุกข์สั้นลงครับ ทุกข์ยังเจออยู่แน่นอนเพราะผมยังไม่ได้หลุดพ้นอะไร ยังอยู่ในทางเดิน ยังสนุกกับการฟังเพลงที่ชอบ ดูหนังที่พอใจ ยังอ่านหนังสือที่อยากอ่าน ยังมีกิเลสเหมือนคนปกติ เพียงแต่รู้สึกว่ายังพอมีเบรกให้ตัวเองอยู่บ้างว่า เฮ้ย เราถลำเกินไปแล้วนะ เราไปยึดติดกับมัน เรากำลังหลงกับมันมากเกินไปนะ ถ้าเราเป็นอย่างนี้ มันจะทำให้เราทุกข์หนักภายในวันข้างหน้านะ คิดได้อย่างนั้นก็ทำให้ทั้งระยะเวลาในความสุขและความทุกข์สั้นลง การมีศาสนาพุทธเป็นแนวทางในการเดินเปรียบไปเหมือนว่าผมมีกรรไกรที่คอยตัดผมที่มันงอกออกมาเรื่อยๆ งอกใหม่ก็ตัดไปเรื่อยๆ อยู่ที่ว่าเราขยันตัดบ่อยแค่ไหน ถ้าขยันตัดบ่อย มันก็ยิ่งสั้นยิ่งหายไปมากเท่านั้น แต่เกิดวันไหนเราละเลยไม่ตัดมัน ยังมีความสุข ยังหลงใหลอยู่กับการที่มันปล่อยยาวแล้วหลงรักเส้นผม มัดมันไปเรื่อยๆ หลงอยู่กับมัน เห็นว่ามันเป็นของสวยงาม เป็นของที่ดี มันก็ยาวไปเรื่อยๆ ก็ตัดลำบากขึ้นครับ ซึ่งแนวทางแบบนี้ใครๆ ก็เป็นได้ อยู่ที่ว่าคุณจะหากรรไกรของตัวเองเจอหรือเปล่า

comments

0 Comments
Share

อาทิตย์ ธรรมชาติ

บรรณาธิการหนุ่มแห่งแพรวสำนักพิมพ์ สนใจหนังสือ คน ชีวิต และการบิดขี้เกียจ มีศาสดาเป็น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ใฝ่ฝันอยากไปดูอาร์เซน่อลเตะสักครั้งที่อังกฤษ ครุ่นคิดและเพ้อเจ้อเป็นงานอดิเรก