move

7 พลังยิ่งใหญ่ของคำพูดที่ใครก็อยากฟัง จาก 7 บุคคลดังระดับโลก

7-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-7-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81

                ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด และมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowmentfor International Peace) เปิดเผยว่า “85 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประสบความสำเร็จเข้าใจเทคนิคจัดการความสัมพันธ์กับคน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่าพวกเขาเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ”

ผลวิเคราะห์จากหนังสืออัตชีวประวัติบุคคลผู้ประสบความสำเร็จกว่าพันเล่มได้ทำให้บรูซ บาร์ตัน(Bruce Barton) นักการเมืองและนักเขียนแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวสรุปชัดเจนว่า “คนพูดเก่งควบคุมโลกมาโดยตลอด และจะเป็นเช่นนั้นต่อไป”

 

แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

หากลองสังเกตดูด้วยตัวเอง เราจะพบว่า คนเก่งมีจุดแตกต่างจากคนธรรมดาเพียงไม่กี่เรื่อง พวกเขาอาจมีไอคิวสูงกว่า มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า หรือมีความพยายามมากกว่า แต่ที่แน่ๆ คนเก่งย่อมมีทักษะการพูดที่เหนือชั้นกว่าคนอื่น

 

ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า “คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่เพียงต้องมีความรู้ แต่ต้องมีความสามารถด้านการพูดด้วย 

 

เรื่องเล่าจากนักพูดในตำนาน 7 คนต่อไปนี้  สามารถพิสูจน์คำกล่าวนั้นได้ดีเลยล่ะ

 

คำพูดสามารถกำหนดอนาคตประเทศได้

Terracotta Warriors Group, Bowers Museum in Santa Ana, California

เครดิตรูป
By GremelmOwn work, CC BY-SA 3.0, Link

มีคำกล่าวว่า “ลิ้นยาวสามนิ้วแข็งแกร่งยิ่งกว่าทหารนับแสน”  โดยมีเรื่องของนักพูดผู้เก่งกาจจากประวัติศาสตร์จีนเป็นข้อพิสูจน์

ซูฉินแห่งยุคจ้านกั๋ว  เขาเป็นศิษย์สำนักของกุ๋ยกู๋จื่อขณะนั้นมีแคว้นฉินเป็นแคว้นใหญ่ และมีแคว้นอิสระอีก 6 แคว้นแยกกันอยู่  เขาเดินทางไปแคว้นต่าง ๆ ที่เกรงกลัวอำนาจแคว้นฉิน เพื่อพูดจาชักจูงให้แต่ละแคว้นร่วมมือกันต้านฉินด้วยนโยบายพันธมิตรแนวนอน ซูฉินเริ่มจากไปแคว้นเยียน กราบทูลกษัตริย์แคว้นเยียนว่า

“แคว้นเล็กต่าง ๆ เมื่อประจันหน้ากับแคว้นฉินอันยิ่งใหญ่ก็เป็นดั่งเปลวเทียนต้านลมแรง แต่หากแคว้นเล็กต่างร่วมมือกันต่อต้านอำนาจแคว้นฉิน ย่อมช่วยให้ทุกแคว้นอยู่รอด”

กษัตริย์แคว้นเยียนทรงเห็นชอบ ซูฉินจึงเดินทางไปแคว้นจ้าวต่อ

“กำลังทหาร 6 แคว้นรวมกันมีมากกว่าแคว้นฉินนับ 5 เท่า แผ่นดิน 6 แคว้นรวมกันใหญ่กว่าแคว้นฉินนับ 10 เท่า ขอเพียงทั้ง 6 แคว้นร่วมใจเป็นหนึ่ง ย่อมต่อกรแคว้นฉินได้ดังใจ”

กษัตริย์แคว้นจ้าวทรงฟังคำแนะนำจากซูฉินก็ดีพระทัยยิ่ง ทรงตบรางวัลงามแก่เขา และจัดแจงให้เขาเดินทางไปแจ้งแผนการนี้แก่แคว้นอื่น ๆ ที่เหลือ

ซูฉินเดินทางไปแคว้นฉีซึ่งมีกำลังทหารเข้มแข็งปานกลาง พร้อมชักจูงว่า

“แคว้นฉีกับแคว้นฉินอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันมิได้ หากแคว้นฉีเกรงอำนาจแคว้นฉินจนยอมเข้าข้าง ไม่สนใจแคว้นเล็กอื่น ๆ สุดท้ายแคว้นฉีจะต้องเสียดินแดนกับเครื่องบรรณาการมากมายแก่แคว้นฉิน แต่หากร่วมมือกัน 6 แคว้น ไม่เพียงทั้ง 5 แคว้นจะสรรเสริญ แคว้นฉียังจะได้ผลประโยชน์มากมายจากเหล่าพันธมิตร”

 

กษัตริย์แคว้นฉีดำริว่านโยบายนี้มีเหตุผล จึงทรงยอมผนึกกำลังกับแคว้นจ้าว แคว้นเว่ย แคว้นหาน แคว้นฉู่ และแคว้นเยียน ช่วยกันต้านอำนาจแคว้นฉิน ซูฉินได้รับแต่งตั้งเป็นอัครเสนาบดีร่วมของ 6 แคว้นและดำเนินนโยบายนี้ต้านอำนาจแคว้นฉินสำเร็จราบรื่นถึง 15 ปีก่อนจะถูกนโนยบายของจางอี๋เสนาบดีแห่งแคว้นฉินโค่นลง

สิ่งที่ซูฉินและจางอี๋ใช้สร้างความรุ่งโรจน์และพังพินาศของบ้านเมืองทั้ง 7 แคว้นหาใช่หอกดาบ แต่เป็นเพียงลิ้นยาว 3 นิ้ว นี่คือตัวอย่างของอนาคตประเทศที่ถูกกำหนดให้เป็นไปด้วยการใช้เพียงวาทศิลป์

 

ทักษะการพูดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือพรแสวง

จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw)

เครดิตรูป
By Unknown – This image comes from the Google-hosted LIFE Photo Archive where it is available under the filename bec2ceefc94608b1.This tag does not indicate the copyright status of the attached work. A normal copyright tag is still required. See the copyright section in the template documentation for more information., Public Domain, Link

ความล้มเหลวจากธุรกิจค้าเมล็ดพันธุ์ส่งผลให้คุณพ่อของจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) นักวิจารณ์และนักเขียนบทละครชื่อดังของอังกฤษ กลายเป็นคนติดเหล้าและไม่ดูแลครอบครัว ชอว์จบการศึกษาแค่ระดับประถมก็ต้องไปทำงานเป็นเด็กรับใช้ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ด้วยวัยเพียง 15 ปีเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง พออายุ 20 ปีเขาเดินทางจากกรุงดับลินบ้านเกิดไปหางานทำยังกรุงลอนดอน

เย็นวันหนึ่งขณะหางานทำ เขาจับพลัดจับผลูได้เข้าชมการโต้วาที ฝีปากของพวกนักโต้วาทียอดเยี่ยมมาก ฝ่ายเสนอพูดตรรกะของตนอย่างจัดเจน ส่วนฝ่ายค้านก็โต้แย้งได้ชาญฉลาด ชอว์ประทับใจการโต้วาทีมากจนอยากลองโต้วาทีด้วยบ้าง เขาลองลงโต้วาทีดูแต่ปรากฏว่าเป็นได้เพียงตัวตลก เขาอับอายเพราะตนมีทักษะการพูดอันน้อยนิด ภายหลังเมื่อมีการจัดโต้วาทีที่ไหน ชอว์จะไปฟังทุกครั้งและร่วมลงโต้วาทีเองอีกหลายครั้ง แม้จะตะกุกตะกักบ้างแต่เขาไม่เคยถอดใจ อีกทั้งไม่เกียจคร้านพยายามเรียนรู้เคล็ดลับการโต้วาที ผลสุดท้ายจึงมีชื่อเสียงว่าเป็นนักพูดผู้เก่งกาจ

จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์กลายเป็นนักพูดชื่อก้องก็ด้วยความเพียรของตน เขาได้รับเชิญให้ไปพูดบรรยายทั่วประเทศนานถึง 12 ปี

วันหนึ่งมีหนุ่มน้อยผู้ประทับใจทักษะการพูดของเขาได้เอ่ยถามเคล็ดลับการพูด ชอว์ตอบว่า

“การพูดเหมือนการเล่นสเก็ตครับเวลาหัดเล่นสเก็ต เรามักจะจินตนาการภาพตัวเองวาดลวดลายงามสง่าเหนือลานน้ำแข็ง แต่สำหรับการเล่นครั้งแรก อย่าว่าแต่งามสง่า เราได้แต่ลื่นล้มเสียมากกว่า การลื่นล้มมันน่าอาย แต่ถ้าเราไม่ยี่หระและมุ่งมั่นทรงตัวเล่นต่อไป ไม่นานเราก็จะสเก็ตอย่างคล่องแคล่วด้วยท่วงท่าสง่างามจนได้

การพูดก็เหมือนกัน ตอนแรกเราจะสั่น พูดตะกุกตะกัก ประหม่า แต่เมื่อมุ่งมั่นตั้งใจฝึกพูดไปเรื่อย ๆ เราจะพูดได้อย่างชำนาญชนิดที่ว่าชินชากับเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ไปเลย การพูดต้องฝึกเหมือนกับการฝึกเล่นสเก็ตนั่นละ ต้องขัดเกลาทักษะโดยมีความตั้งใจว่า ‘ฉันจะต้องพูดเก่ง’ตั้งใจฝึกไปจนกว่าจะได้ยินคำชมจากผู้คนว่า‘เธอพูดเก่ง’ แล้วคุณก็จะพูดคล่องได้อย่างที่ผมเป็น”

ใช่แล้ว เช่นเดียวกับทักษะส่วนใหญ่ การพูดคือพรแสวง ไม่ใช่พรสวรรค์ ขอเพียงตั้งใจแน่วแน่มากพอและขยันฝึกฝน ไม่ว่าใครก็พัฒนาทักษะการพูดได้สำเร็จ

 

แม้คนพูดเก่งก็ต้องวางแผนก่อนพูด

‘วินสตัน เชอร์ชิลล์’ (Winston Leonard Spencer-Churchill)

เครดิตรูป
By BiblioArchives / LibraryArchives – http://www.flickr.com/photos/28853433@N02/19086236948/, CC BY 2.0, Link

นักพูดผู้เปี่ยมอารมณ์ขันและคารมคมคายเช่นอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรสองสมัย ‘วินสตัน เชอร์ชิลล์’ (Winston Leonard Spencer-Churchill)  เดิมที่นั้นเชอร์ชิลล์พูดไม่ชัดขนาดเลขาฯ ที่เขาจ้างมาแรก ๆ มักจะฟังคำพูดเขาไม่เข้าใจเลยทีเดียว แต่เขารู้จุดอ่อนของตนและพยายามทุ่มเทแก้ไข กระทั่งสร้างสไตล์การพูดของตนเองได้สำเร็จ

ทุกสุนทรพจน์ของเชอร์ชิลล์มาจากการเตรียมตัวอย่างละเอียดลออ

ปกติหากต้องพูดในรัฐสภานาน 40 นาทีเขาจะเตรียมตัวประมาณ 6-8 ชั่วโมง ถ้าต้องกล่าวสุนทรพจน์ที่สำคัญมาก ๆ เชอร์ชิลล์กับที่ปรึกษาจะต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมและปรับแก้แบบร่างสุนทรพจน์กันโต้รุ่งเลยทีเดียว

อีกทั้งเชอร์ชิลล์พยายามไม่ใช้คำตามสมัยนิยมหรือคำศัพท์เฉพาะแบบนักพูดคนอื่น สมมตินักการเมืองคนอื่นพูด “ทั้งสองฝ่ายลงนามตกลงกัน” เชอร์ชิลล์จะพูด “ทั้งสองฝ่ายจับมือกัน” หรือคำว่า “ชนชั้นกรรมาชีพ” เขาก็จะพูดว่า “คนยากจน”

มีบ้างที่เชอร์ชิลล์พูดถึงคำของผู้พูดที่พูดก่อนหน้าเขา แต่สุนทรพจน์ส่วนใหญ่ของเขาล้วนมาจากการวางแผนอันรอบคอบ ในต้นฉบับเขียนรายละเอียดถึงขนาดว่า “ตรงนี้ให้หยุดพักหายใจ –>ตรงนี้ต้องพูดตะกุกตะกักเล็กน้อยทำทีว่าคิดหาศัพท์ที่เหมาะสม –>ตรงนี้ต้องสำรวม” ขณะเดียวกันเชอร์ชิลล์ก็วางแว่นตาไว้บนปลายจมูกเพื่อให้เหมือนกับว่าเขากำลังพูดกับผู้ฟังโดยตรงทั้งที่จริง ๆ แล้วเขากำลังอ่านร่างสุนทรพจน์อยู่ วิธีนี้ได้ผลดีมากเพราะผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเชอร์ชิลล์อ่านมัน

ผลลัพธ์ของการเตรียมตัวอย่างรอบคอบและการวางแผนอันแยบคายช่วยให้เขาพูดด้วยบุคลิกเป็นธรรมชาติ เหมือนคนพูดด้วยอิริยาบถปกติ

 

อารมณ์ขันคือเครื่องมือสำคัญในการพูด

ประธานาธิบดีโรนัลด์  เรแกน (Ronald Wilson Reagan)

เครดิตรูป
By Unknownhttp://www.dodmedia.osd.mil/DVIC_View/Still_Details.cfm?SDAN=DASC9003096&JPGPath=/Assets/Still/1990/Army/DA-SC-90-03096.JPG, Public Domain, Link

ปี ค.ศ. 1981 ‘ประธานาธิบดีโรนัลด์  เรแกน’ (Ronald Wilson Reagan) ถูกลอบสังหารบาดเจ็บ เมื่อพาตัวเขาขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉิน พวกนางพยาบาลต่างช่วยกันจับตัวเรแกนเพื่อห้ามเลือด แม้จะบาดเจ็บแต่ท่านประธานาธิบดีก็ยังมีอารมณ์ขันเ เรแกนถามพวกนางพยาบาล “นี่คุณขออนุญาตแนนซี (ภรรยา) แล้วเหรอ” พวกเธอรีบตอบรับเป็นเสียงเดียวว่า “พวกเราขออนุญาตจากท่านสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแล้วค่ะ” มุกตลกของเรแกนได้ลดบรรยากาศกดดันแก่นางพยาบาลที่ต้องปฐมพยาบาลคนไข้ที่เป็นถึงประธานาธิบดีซึ่งกำลังเลือดตัวท่วมลงได้โข

 

เมื่อไปถึงห้องผ่าตัดเรแกนผู้สังกัดพรรครีพับลิกันมองคณะแพทย์ก่อนถามว่า

“พวกคุณอยู่ฝ่ายพรรครีพับลิกันหรือเปล่า”

นัยล้อเล่นว่าถ้าพวกแพทย์นิยมพรรคเดโมแครต คงได้ผ่าตัดแกล้งเขาในที่ที่ไม่ควรผ่าตัดแน่ หมอคนหนึ่งรับมุกอย่างฉลาดว่า

            “วันนี้พวกเราอยู่ข้างพรรครีพับลิกันทุกคนครับ”

 

ช่วงเรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกือบครบวาระ 4 ปีในสมัยที่สอง ได้มีการจัดประชุมสุดยอดที่วิลเลียมสเบิร์ก

หลังประชุมจบ ท่านอนุญาตให้สื่อเข้าสัมภาษณ์ ขณะเดินขึ้นแท่นพูดจู่ ๆ ก็มีเสียง “ปัง!” ดังสนั่น ทุกคนในห้องต่างตกใจด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุลอบสังหารซ้ำรอย แต่ความจริงเป็นเพียงเสียงเก้าอี้ในห้องล้มคว่ำ ความที่เป็นห้องโถงปิด เสียงภายในจึงดังลั่นเหมือนเสียงปืนถึงกับมีคนกรีดร้อง แต่เรแกนไม่หวั่นไหวเลย เขากล่าวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

“ลูกกระสุนยิงพลาดผมไปแฮะ”

 

คำพูดที่เอาใจใส่ผู้อื่นนั้นยอดเยี่ยมที่สุด

ดยุคแห่งเวลลิงตัน (Arthur Wellesley)

เครดิตรูป
By Thomas LawrenceEnglish Heritage Imageshttp://artcontrarian.blogspot.ca/2013_01_01_archive.htmlhttps://alaintruong2014.wordpress.com/category/exhibitions/#post-15968 image, Public Domain, Link

หลังดยุคแห่งเวลลิงตัน (Arthur Wellesley) ได้ชัยชนะเหนือกองทัพของนโปเลียนในยุทธการวอเตอร์ลู (Battle of Waterloo)สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษก็โปรดให้จัดงานฉลองชัยชนะ มีขุนนางชั้นสูงและสุภาพบุรุษสุภาพสตรีผู้ทรงเกียรติมาร่วมงานกันมากมาย เมื่อรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จ บริกรก็จัดแจงยกชามใส่น้ำล้างมือมาที่โต๊ะ

ทหารหนุ่มจากชนบทคนหนึ่งไม่รู้ธรรมเนียมจึงยกน้ำในชามขึ้นดื่ม เล่นเอาแขกในงานตกใจได้แต่ร้อง “ดะ… เดี๋ยว!” ส่วนสาว ๆ ก็หัวเราะกันคิกคัก ทหารหนุ่มรู้ตัวว่าทำเปิ่นเข้าแล้ว เขาอับอายจนหน้าแดงก่ำ เพื่อนทหารคนอื่นก็เสียหน้าเพราะเขาเช่นกัน

ดยุคแห่งเวลลิงตันเห็นเหตุการณ์นี้ก็ลุกขึ้นกล่าว

“ท่านสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่รัก! ขอเชิญทุกท่านดื่มน้ำในชามอย่างพลทหารหนุ่มนายนี้ผู้ร่วมรบอย่างองอาจจนพวกเราได้ชัยชนะในยุทธการวอเตอร์ลูครับ!”

ว่าแล้วท่านดยุคก็ดื่มน้ำในชาม ในเมื่อพระเอกของงานดื่ม ทั้งขุนนางทั้งแขกเหรื่อทุกคนในที่นั้นจึงดื่มน้ำในชาม พร้อมกับเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวในสถานที่จัดงาน

            มันช่างเป็นการแก้สถานการณ์และรักษาน้ำใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเยี่ยมยอด ว่าไหม

 

คนไม่รีบร้อนพูดคือผู้ชนะ

เจ. พี. มอร์แกน (John Pierpont Morgan)

เครดิตรูป
By The original uploader was Reddi at English Wikipedia – Transferred from en.wikipedia to Commons., Public Domain, Link

เจ. พี. มอร์แกน (John Pierpont Morgan มีชีวิตอยู่ในปี ค.ศ. 1837-1913) นักการเงินระบบทุนนิยม “ระดับตำนาน” คือผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรอง

ครั้งหนึ่งชายหนุ่มสองพี่น้องผู้ถือครองหุ้นจำนวนมากในบริษัทยู.เอส.สตีลมาพบมอร์แกนในที่ทำงานเพราะต้องการขายหุ้นให้ ก่อนมาพวกเขาทุ่มเถียงกันว่าควรเรียกราคาเท่าไรดี

“ห้ามต่ำกว่า 9 ล้านเหรียญเด็ดขาด”

พี่ชายพูด น้องชายจึงแก้ให้ว่า

“ตลกละ มอร์แกนเขี้ยวจะตาย เราเรียกเยอะขนาดนั้นไม่ได้หรอก สัก 7 ล้านเหรียญกำลังเหมาะ”

 

ทว่าเมื่อมอร์แกนมาถึง เรื่องดันกลับตาลปัตร

“ผมไม่มีเวลาคุยนาน ขอบอกเลยแล้วกันว่าถ้าเกิน 15 ล้านเหรียญ ผมสู้ไม่ไหว”

ถ้าเป็นคนอื่นอาจดีใจเนื้อเต้น รีบขายหุ้นให้ทันที แต่สองพี่น้องคู่นี้ไม่ใช่แบบนั้น

“น่าผิดหวังจังเราตั้งใจว่าราคาต่ำสุดจะขายที่ 20 ล้านเหรียญน่ะครับ”

มอร์แกนจึงต่อรองราวกับคำนวณรอไว้แล้ว

“งั้นคงต้องพบกันครึ่งทางนะครับ”

 

เพราะสองพี่น้องไม่เป็นฝ่ายเสนอไปก่อน จึงได้เงินเพิ่มอีกหลายล้านเหรียญจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักต่อรองระดับโลก

การไม่รีบร้อนเป็นฝ่ายเสนอก่อน รอให้อีกฝ่ายเสนอมา น่าจะเรียกว่าเป็นสุดยอดของบทสนทนาจูงใจในการต่อรองได้เลย การเจรจาต่อรองสำคัญตรงที่เราต้องไม่รีบเร่ง มีเวลาให้หยุดคิดก่อนพูด

 

คนติดอ่างก็เป็นนักพูดผู้ยิ่งใหญ่ได้

ลี ไอเอคอคคา (Lee Iacocca)

เครดิตรูป
By Ralph Alswang – file:President Bill Clinton meets with Lee Iacocca in 1993.jpg, Public Domain, Link

หลายคนหวาดหวั่นกับการพูดต่อหน้าสาธารณชนแต่ไม่ใช่กับเขาคนนี้

ลี ไอเอคอคคา (Lee Iacocca) ผู้บริหารระดับตำนานของธุรกิจรถยนต์ในอเมริกา อธิบายถึงความสำเร็จของเขาว่า “ยกความดีให้ทักษะการพูด”

ต้นทศวรรษ 1980 ตอนเขารับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทรถยนต์ไครสเลอร์ (Chrysler) ที่จวนเจียนล้มละลายเพราะขาดทุนสะสม ผู้คนต่างเย้ยหยันว่าเขา “สติไม่ดี” แต่ไอเอคอคคาไม่สะทกสะท้านกับความเห็นจากภายนอก เขาบุกเดี่ยวไปวอชิงตันเพื่อโน้มน้าวรัฐบาลกลางให้อนุมัติค้ำประกันเงินกู้จำนวน 1,700 ล้านดอลลาร์ให้ พร้อมทั้งปลุกใจพนักงานในบริษัทที่กำลังท้อ และเรียกความมั่นใจของผู้บริโภคชาวอเมริกันว่า “ไครสเลอร์คืนชีพแล้ว”

ไอเอคอคคาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในโฆษณาทางโทรทัศน์ด้วยตัวเอง เขาพูดออกอากาศอย่างมั่นใจว่า

“เราเคยภูมิใจกับคำว่า Made in USA เพราะมันหมายถึงคนอเมริกันผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลก โชคร้ายที่ทุกวันนี้ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่เชื่อเช่นนั้นแล้ว ซึ่งจะถือว่าสมควรแล้วก็ได้”

ไอเอคอคคายกย่องไครสเลอร์เป็นสุดยอดนวัตกรรมรถยนต์ที่แตกต่างจากรถยนต์ในอดีต

“หากท่านเจอรถที่ดีกว่าไครสเลอร์ก็ซื้อมันได้เลยครับ”

ก่อนจะเสริมว่าหากเจอรถยนต์ของบริษัทอื่นที่สมรรถนะดีกว่ารถของไครสเลอร์ บริษัทยินดีจ่ายให้ลูกค้า 50 ดอลลาร์

 

โฆษณาชิ้นนี้กระตุ้นความภูมิใจของชาวอเมริกัน บ่งบอกถึงการกลับมาอันยิ่งใหญ่ของไครสเลอร์ และเพิ่มความนิยมในตัวไอเอคอคคาจนพุ่งสูงขนาดมีสิทธิ์ลงสมัครประธานาธิบดีเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ไอเอคอคคาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักพูดแถวหน้าของอเมริกา อันที่จริงเขาไม่ได้พูดเก่งมาตั้งแต่แรก ไอเอคอคคาพูดติดอ่างกระทั่งอายุ 25 ปี ก่อนจะเข้าอบรม “คอร์สฝึกการพูด” ทำให้เขาเข้าใจหลักการพูดอย่างแตกฉาน เขาหมั่นฝึกฝนจนมั่นใจ ผลลัพธ์คือเกียรติยศชื่อเสียงที่เรารู้จักถึงตอนนี้


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ คนเก่งพูดต่าง สนพ. Amarin How-To

comments

0 Comments
Share

maSCOOPS