move

หนึ่งวันทำอะไรได้ตั้งเยอะ ด้วยเทคนิคบริหารเวลาเพียง 4 ข้อ

4-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2

การบริหารเวลา จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ถ้าบอกว่ายากก็ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจที่พร้อมดึงดูดให้เราใช้เวลาไปกับมัน  หรือเรียกง่ายๆ ว่ารอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยโจรขโมยเวลา ที่แฝงมาในรูปแบบของรายการโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ช่วงเวลาน่าเบื่อหน่ายประจำวัน คำขอร้องจากผู้อื่น  ฯลฯ

เป็นเพราะโจรขโมยเวลาเหล่านั้น จึงทำให้เราล้มเหลวในการจัดการบริหารเวลา

ดังนั้นถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องตามจับโจรขโมยเวลาอันมีค่าของเรา

เอาละ! เรามาร่วมค้นหาวิธีการจัดการเวลาตามแบบฉบับของตัวเอง ด้วยวิธีที่ไม่ฝืนใจ และได้ผล 100 % ไปพร้อมๆ กันเถอะ

 

 

เป้าหมายของการจัดการเวลา คือ การใช้ชีวิตในแบบของฉันคนเดียว

เราไม่จำเป็นต้องทำตามตารางเวลาของใคร แม้คนนั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการค้นหาวิธีการเฉพาะตัวของตัวเองและทำตามนั้นให้ได้  เพราะแต่ละคนมีมุมมองเกี่ยวกับเวลาต่างกัน อาจจะใช้การแบ่งเวลาเป็นงานแต่ละชิ้น หรือแบ่งการทำงานออกเป็นช่วงเวลา  เรียกว่าการจัดทำแพลนเนอร์เฉพาะตัว โดยเลือกว่าเราต้องการตารางเวลาประจำวันที่แบ่งหมวดหมู่เวลาไว้อย่างละเอียด หรือตารางเวลาที่แบ่งตามชิ้นงาน โดยอาจเริ่มที่หนึ่งสัปดาห์ก่อน แล้วดูว่าเมื่อได้ทำตามแพลนเนอร์แล้ว เราได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าหรือยัง

อย่างที่บอกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่น แต่ควรสังเกตจังหวะช่วงเวลาที่เหมาะสมของเรา  โดยเราอาจเลือกอ่านหนังสือในช่วงเช้าแทนก่อนนอนเพราะรู้สึกสมองปลอดโปร่ง หรือทำงานที่ต้องใช้ความคิดในช่วงดึกแทนตอนบ่ายที่คิดอะไรไม่ออก  นี่แหละคือจังหวะชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นอย่าอ้างเหตุผลว่าตัวเองอ่อนล้า ไม่มีกะจิตกะใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

จงเชื่อมั่นนาฬิกาภายในตัวเรา และตั้งใจใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่สอดคล้องกับตัวเรา

สมุดแพลนเนอร์เป็นสิ่งที่ดี แต่โทรศัพท์มือถือก็ช่วยจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน เพราะนอกจากบันทึกได้เหมือนกันแล้ว มันยังตั้งเตือนเราแบบที่สมุดทำไม่ได้แน่นอน

 

อย่าฝืนใจ ยิ่งฝืนเท่าไหร่ ก็ยิ่งล้มเหลว

หลายคนคงเคยคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์กับสิ่งนั้นนะ ครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว

แต่เมื่อยิ่งคิดแบบนี้ กลับกลายเป็นว่า ครั้งต่อไปยิ่งเสียเวลาเข้าไปใหญ่   ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้แล้ว แต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้!

คาร์ล กุสตาฟ จุง กล่าวไว้ว่า ‘ยิ่งเราต่อต้านความไม่รู้ตัวของเรามากเท่าไร มันก็ยังมีอยู่ต่อไป’ เมื่อมีเรื่องให้ต้องบังคับว่าห้ามทำอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง อย่าแก้ไขด้วยความฝืนใจ ลองปล่อยวางหรือเตรียมวิธีการใหม่ที่น่าสนุกมากกว่า และใช้ประโยคบอกเล่าดีกว่าประโยคคำสั่งในการบอกตัวเอง

อย่ามัวแต่เล่นมือถือนะ – ->  เล่นมือถือเป็นช่วงๆ ดีกว่า แบตเตอรี่จะได้ไม่หมดไว

อย่าไปสายนะ – -> ออกเดินทางแบบเผื่อเวลาเถอะ

เลิกกินซะ เธออ้วนมากแล้ว – -> ลดอาหารลงหน่อยเพื่อสุขภาพแล้วกัน

อย่าช็อปปิ้งตามใจตัวเอง – -> กลับบ้านแล้วถ้ายังอยากได้ก็ค่อยมาซื้อแล้วกัน

เมื่อทำสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ  การกดดันตัวเองเกินไปยิ่งทำให้แผนการไม่สำเร็จ  แต่ถ้าเราให้โอกาสตัวเองได้รู้สึกเบิกบานจากคำสั่งนั้น  โอกาสที่เราจะทำตามอย่างง่ายดายมีมากขึ้นเป็นสองเท่าเลยล่ะ

 

ปฏิเสธซะ เพื่อเวลาของเรา

มีคนที่รู้สึกว่าการปฏิเสธเป็นเรื่องยากเป็นพิเศษ เป็นเรื่องปกติที่คนเหล่านั้นต้องเลื่อนงานของตัวเองเพื่อช่วยทำในสิ่งที่เพื่อนร้องขอ  บางคนอาจจะติดพันในแอพพลิเคชั่นแชท ไม่กล้าปฏิเสธขอตัวออกจากกลุ่มสนทนา กลายเป็นว่าเสียเวลาไปเปล่าๆ แถมยังไม่มีความสุขอีกด้วย

แล้วทำไมเมื่อรับปากว่าจะทำแล้วกลับรู้สึกเครียดล่ะ

สาเหตุก็เพราะขณะที่บอกคนอื่นไปว่า “ได้” แต่กลับบอกตัวเองว่า “ไม่” เราอาจคิดว่าตัวเองเป็นคนใจอ่อนจึงไม่กล้าปฏิเสธอีกฝ่าย ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เรากลายเป็นคนที่ปฏิเสธเวลาและความต้องการของตัวเองต่างหาก เพราะฉะนั้นขณะที่รับปากคนอื่นความรู้สึกในใจจึงไม่ยินดีสักนิด  ดังนั้น เราจึงต้องพูดปฏิเสธเพื่อเวลาของตัวเราเองบ้าง โดยพูดอย่างนุ่มนวล บอกเหตุผลไปตามตรงว่าทำไมเราถึงลำบากใจ หรืออาจมองหาจุดช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ที่ทำได้แบบไม่เหลือบ่ากว่าแรง เราช่วยเฉพาะส่วนนั้นก็ได้

 หากเรามัวแต่รับปากทุกอย่างกับคนอื่นๆ เวลาที่มีค่าของเราก็ต้องตกเป็นของคนอื่นหมดน่ะสิ   

 

 

มอบหมายงานให้คนอื่นบ้างก็ได้

การมอบหมายงานของตัวเองให้คนอื่นที่เชี่ยวชาญกว่านับว่าเป็นทักษะการจัดการเวลาที่สำคัญเช่นกัน  

 

ถึงแม้เราจะเก่งแค่ไหน แต่คงไม่มีทางที่เราจะทำได้ดีทุกเรื่อง หรือไม่อย่างนั้นเราจะต้องเครียดและกดดันมากๆ ในการทำทุกอย่างให้สมบูรณ์  และอาจเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ดั่งใจเสียที

ดังนั้น การมอบหมายงานให้ผู้อื่นที่เชี่ยวชาญกว่า จึงเป็นตัวเพิ่มเวลาให้กับเราได้ดีที่สุด

ชีวิตของมนุษย์จำเป็นต้องมีการใช้บริการจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นงานที่เรียบง่ายมากๆหรือเป็นงานพิเศษที่ต้องใช้ความสามารถส่วนตัวล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายและการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเป็นวิธีการใช้เวลาและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าอยากทาเล็บสวยๆ แต่กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี ให้ลองไปร้านทาเล็บ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าเวลาที่เสียไปนั้นคุ้มค่ามากกว่านั่งทาเล็บเองแล้วออกมาเละเทะ

 

 

 

 

เปลี่ยน 24 ชั่วโมงของคุณให้คุ้มค่า ด้วยเทคนิคบริหารจัดการเวลาตามแบบฉบับหนูมิม, หนูน้อยมือถือ

comments

0 Comments
Share

maSCOOPS