maLife

4 ข้อที่เข้าใจผิดว่าส่งผลดีต่อการทำงาน

4-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99

ใครๆ ก็อยากทำงานให้ออกมาดีกันทั้งนั้น แต่ละคนก็มีสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันไป บางคนชอบที่จะทำงานเป็นทีม แชร์ไอเดียกันหลายๆ คน บางคนก็ชอบลุยเดี่ยว มุ่งมั่นที่จะทำงานให้เสร็จทันเวลาที่ได้รับมอบหมาย แต่มีบางเรื่องที่เราเข้าใจผิดมาตลอดเมื่อก้าวสู่วัยทำงาน จนอาจทำให้ไม่ได้พัฒนาตัวเองขึ้นเลย

หากคุณมีพฤติกรรมแบบนี้ ลองอ่านดูดีๆ แล้วคิดเพิ่มอีกสักนิด ชีวิตจะดีขึ้นเยอะ!

 

1.จริงจังกับทุกเรื่อง

เวลาเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เรามักจะมีสมมติฐานเชิงลบอยู่เสมอ สมมติว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเราจะทำยังไง” แล้วก็คิดหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหา(ในมโน) อย่างจริงจัง

นี่ไม่ใช่เรื่องไม่ดีซะทีเดียว ถ้าไม่เตรียมพร้อมอะไรเลยแล้วเกิดปัญหาขึ้นมากะทันหัน เราอาจจะลนลานทำให้สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหาไป แต่ถ้ากังวลมากไปก็เป็นปัญหาใหญ่แน่นอน

ความกังวลต่อเหตุการณ์ในอนาคต” ในทางจิตวิทยาคือ สภาพจิตใจที่เป็นกังวลต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อไป จนทำให้คาดเดาอนาคตไปในแง่ร้าย ยิ่งคนที่ขี้กังวลอยู่แล้วก็จะคิดเรื่องร้ายๆ ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เป็นโรคแพนิค (โรคตื่นตระหนก) ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากในการทำงาน

วิธีแก้ไขความจริงจัง ความรอบคอบ ความขี้กังวลคือ “ลงมือทำไปเลย” ฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่ถ้าทำไปเลย ความกังวลต่างๆ นาๆ ที่เป็นอุปสรรคก็จะเกิดขึ้นได้ยาก ประสบการณ์จะช่วยให้เราขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นได้ง่ายขึ้น

 

2.ทำงานยากก่อนง่ายเสมอ

บางคนเลือกที่จะทำงานยากๆ ก่อนงานที่ง่าย เพราะคิดว่างานง่ายๆ ฉันถนัดอยู่แล้ว ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ลองคิดดูดีๆ

สมมติว่าเราได้รับงานมา 5 อย่าง เป็นงานที่ถนัด 4 อย่าง งานสุดท้ายเป็นงานที่ยากที่สุด เราเลือกทำงานที่ยากที่สุดก่อนจากเหตุผลข้างต้น เราจะพบว่ากว่างานชิ้นแรกจะเสร็จก็เกือบถึงเดดไลน์แล้ว งานอีก 4 ชิ้นที่เหลือก็คงต้องรีบปั่น แม้จะเป็นงานง่ายๆ แต่หากต้องทำในระยะเวลาอันสั้น ย่อมออกมาไม่ดีแน่นอน

ลองเปลี่ยนเป็นทำงานที่ชอบก่อน เพราะเมื่อเราได้ทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัด ทำแล้วจะสนุกและทำให้งานเดินหน้าไปเร็วเกินคาด หรือแสดงศักยภาพออกมาได้สูงจนเป็นที่น่าพอใจ เมื่อผลงานออกมาดี อารมณ์ก็จะดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานครั้งต่อๆ ไปสูงขึ้นด้วย

ตรงกันข้าม ถ้าเป็นงานที่ยาก ไม่ถนัดจะไม่เป็นแบบนั้น ต่อให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนอื่น แต่เราจะรู้สึกว่ามันยากเหลือเกิน ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ประสิทธิภาพจะแย่ลงไปอีก สุดท้ายมีแต่จะเสียเวลาและงานไม่เดิน พอหมดวันก็ต้องยกงานค้างไปทำต่อวันรุ่งขึ้น

 

3.แก้ปัญหาด้วยตัวเองแทนที่จะไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

หากคุณเป็นคนที่ประสบกับปัญหาใหญ่ในการทำงาน จนรุ่นพี่ในออฟฟิศถามว่า มีอะไรให้ช่วยไหม” แต่คุณปฏิเสธไปว่า ไม่เป็นไรครับ ผมไม่รบกวนดีกว่า นี่เป็นงานของผม เดี๋ยวผมแก้ปัญหาเองครับ”  นี่ฟังดูดีทีเดียวในฐานะนักเรียนตัวอย่าง

แต่ในโลกของการทำงาน ถ้าคุณมีประสบการณ์ในการทำงานน้อยกว่าคนอื่น เช่นทำงานมาปีเดียว ในขณะที่คนอื่นทำมาแล้ว 4-5 ปี อย่าลืมว่ายังมีอะไรที่เรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ถ้ามัวแต่แก้ปัญหาด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว ประสิทธิภาพงานก็จะไม่เพิ่มขึ้น และไม่ได้คบค้าสมาคมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้

ไม่มีรุ่นพี่คนไหนไม่อยากสอนงานให้รุ่นน้อง นิดๆ หน่อยๆ พวกเขายินดีที่จะสอนให้ เพียงแค่เอ่ยปากขอ ความพยายามเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่บางครั้งการยืมแรงคนอื่นก็ให้ผลสำเร็จยิ่งใหญ่กว่าหลายเท่าตัว

 

4.ฝืนทำงานให้เสร็จแม้จะง่วงขนาดไหน

ง่วงแทบตาย แต่ก็ต้องฝืนทำงานให้เสร็จเพราะไม่อยากโดนหัวหน้าดุ บางทีได้นอนก็เกือบเช้าเลยก็มี การทำแบบนี้หัวหน้าอาจจะดีใจที่คุณเป็นคนรับผิดชอบ ส่งงานตรงเวลา แต่ผลงานที่ออกมาอาจจะยังไม่ดีพออย่างที่หัวหน้าต้องการ

จริงๆ แล้วการนอนเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องท้าทายกับงานใหม่ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อให้สมองและร่างกายสดชื่นก่อนเริ่มลงมือทำ และนั่นจะทำให้คุณสามารถทำงานและเรียนรู้ได้เต็มที่อย่างที่ใจต้องการ

การทำงานหรืออ่านหนังสือโต้รุ่ง เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ สมองและร่างกายของคุณเหนื่อยและต้องการพักผ่อน แต่จิตใจลึกๆ แล้วยังฝืนให้นั่งทำงานอยู่อย่างนั้น ประสิทธิภาพของสมองจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าฝืนอ่านหนังสือจนดึกแล้วค่อยนอน พอตื่นเมื่อไหร่ สิ่งที่จำได้จากการอ่านมีไม่ถึง 70% แน่นอน

 


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ 9 พฤติกรรมเพื่อเลิกเป็นคนคิดแล้วไม่ทำ

สำนักพิมพ์ Shortcut

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ