maSpecial

10 เรื่องที่คุณเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต!

10-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95

ถ้าคุณคิดว่าเรื่องที่เคยได้ยินมาเป็นเรื่องจริง คุณคิดผิดแล้วละ!


เปิดเผยความจริงที่ผ่านการวิจัยค้นคว้ามาแล้วหลายครั้ง จากความเชื่อที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น ที่เรามักจะเชื่อตามกันและเออออว่ามันคือเรื่องจริง แท้จริงแล้วมันคือเรื่องจริงหรือเหตุบังเอิญกันแน่ วันนี้เราหยิบ 10 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดมาให้ลองอ่านดูกันว่า คุณได้ยินสิ่งนี้เหล่านี้ และเชื่อตามกันมากี่เรื่องแล้ว

 

1.มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงชิมแปนซี

ดีเอ็นเอของมนุษย์และชิมแปนซีเหมือนกันราวร้อยละ 99 แถมยังมีภาพที่อธิบายว่า มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ จางลิงกลายเป็นมนุษย์ ในปัจจุบันมนุษย์และชิมแปนซีก็มีลักษณะ กิริยาท่าทางคล้ายคลึงกันมากๆ จึงไม่แปลกใจที่เราจะเข้าใจผิด

แต่แท้จริงแล้วชิมแปนซีกับมนุษย์ต่างฝ่ายต่างมีวิวัฒนาการที่เคียงข้างกันมาจากญาติห่างๆ ตัวเดียวกันต่างหาก ท่ามกลางสัตว์นานาชนิดบนโลก เราต่างเป็นญาติสนิทที่สุดของกันและกันที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทั้งสองชนิดต่างมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อประมาณหกถึงแปดล้านปีก่อน

 

2.กินช็อกโกแลตทำให้สิวขึ้น

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองและถกเถียงกันว่า ช็อกโกแลตทำให้เกิดสิวได้หรือไม่ มีการค้นคว้าเมื่อเร็วๆ นี้ออกมาว่าคนที่กินช็อกโกแลตเยอะจะเป็นสิวมากกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าช็อกโกแลตเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสิว และการค้นคว้าอีกจำนวนหนึ่งพบว่าการบริโภคช็อกโกแลตเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เกิดสิว

ดังนั้นเรื่องที่กินช็อกโกแลตแล้วเป็นสิวไม่สามารถยืนยันทางวิทยาศาสตร์ได้เลย

 

3.ถ้าน้ำมูกเป็นสีเขียว แสดงว่าติดเชื้อและต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

การติดเชื้อมีอยู่สองประเภท คือ ติดเชื้อจากไวรัส และติดเชื้อจากแบคทีเรีย หมอจะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น สีน้ำมูกอย่างเดียวบอกหมอไม่ได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ และถ้าติดเชื้อจริงๆ ก็ต้องวินิจฉัยอีกทีว่าเป็นเชื้อประเภทไหน และบางคนไม่ได้ป่วยเพราะเชื้อทั้งสองชนิดแต่ก็มีน้ำมูกเขียวได้ และคนป่วยเพราะติดเชื้อก็มีน้ำมูกใสได้เช่นกัน

 

4.ขนมปังที่ทาเนย เมื่อหล่น จะเอาด้านที่ทาเนยลงเสมอ

มาจากความเชื่อที่ว่า ขนมปังด้านที่ทาเนยหนักกว่า มันจึงคว่ำด้านนั้นลงเสมอ

ขนมปังที่ทาเนยแล้วจะหล่นท่าไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเนย เพราะเนยมีปริมาณน้อยมาก แถมยังถูกเกลี่ยจนบางเกินกว่าจะส่งผลต่อการคว่ำหน้าของขนมปังได้ ขนมปังจะหล่นลงพื้นดินท่าไหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

เช่น รูปร่างและความสูงของโต๊ะ จานที่ขนมปังหล่น และลักษณะการหล่น มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าขนมปังที่หล่นแล้วคว่ำหน้าที่มีเนยลงพื้นบ่อยที่สุด ส่วนมากตกจากความสูงระดับโต๊ะ หรือระดับเอว โรเบิร์ต แมตทิวส์ ผู้เขียนงานศึกษาชิ้นนั้นพบว่า ระดับความสูงที่น้อยเกินไปไม่มีเวลาพอให้ขนมปังหมุนกลางอากาศ

 

5.หมูเป็นสัตว์สกปรก

เรามักจะเห็นหมูชอบลงไปนอนคลุกโคลนเป็นประจำจนตัวมอมแมมเลอะเทอะ เราจึงคิดว่ามันสกปรก แต่ที่จริงแล้ว หมูใช้โคลนเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

ไม่ว่าจะใช้เป็นครีมกันแดดตามธรรมชาติ ยากันแมลง หรือเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เย็นสบายอยู่เสมอ หมูรักสะอาดเสียจนไม่ยอมถ่ายในที่หลับนอนของมันเชียวละ

 

6.อาหารที่ตกพื้นภายใน 5 วินาทียังกินได้อย่างปลอดภัย

มีนักเรียนมัธยมปลายในประเทศสหรัฐอเมริกาทดสอบความเชื่อนี้ในโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยวางคุกกี้และขนมกัมมีแบร์ไว้บนพื้นที่มีแบคทีเรียอันตราย เป็นเวลาห้าวินาที

เมื่อนำขนมขึ้นมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็พบว่าขนมทั้งหมดปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรีย

 

7.เงยหน้าขึ้นเวลาเลือดกำเดาไหล

การเงยหน้าเป็นวิธีตรงข้ามกับคำแนะนำของหมออย่างสิ้นเชิง คนที่เลือดกำเดาไหลควรก้มหน้าขณะยืนหรือนั่ง บีบจมูกไว้สิบวินาทีและหายใจทางปากต่างหาก การเงยหน้าจะทำให้เลือดไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้อาเจียนได้

 

8.วัวกระทิงจะพุ่งเข้าขวิดเมื่อเห็นสีแดง

เราจะเห็นว่าเมื่อนักสู้วัวกระทิงสะบัดผ้าสีแดงล่อทีไร วัวกระทิงจะพุ่งตัวเข้าใส่ทันที แต่ที่จริงแล้ว มันพุ่งเข้าขวิดเพราะการเคลื่อนไหวต่างหาก

ผมเคยเห็นวัวกระทิงวิ่งไล่ทุกอย่าง ตั้งแต่สิ่งที่มีสีแดง สีน้ำเงิน ไปจนถึงลายตาราง” เทมเพิล แกรนดิน กล่าว การเคลื่อนไหวผ้าคลุมของนักสู้วัวต่างหากที่ล่อมันได้ ไม่ใช่สี”

 

9.ปลาทองมีความจำสั้นเพียง 3 วินาที

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปลาทองค่อนข้างฉลาดเชียวละ ฟิล จี แห่งมหาวิทยาลัยพลีมัท ฝึกให้ปลาทองดันคันโยกให้อาหารตกลงไปในตู้ของมัน

“พวกมันจำได้ว่าคันโยกจะทำงานเมื่อไร และรอจนกว่าจะถึงเวลาให้อาหารจึงจะดันคันโยก” และมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ฝึกให้ปลาทองรู้จักแยกแยะความแต่งต่างระหว่างดนตรีคลาสสิกกับดนตรีบลูส์

 

10.อูฐเก็บน้ำไว้ในหนอก

แทบไม่มีสัตว์ชนิดใดมีชีวิตอยู่ได้เป็นสัปดาห์โดยไม่ได้ดื่มน้ำ แต่อูฐกลับมีชีวิตรอดโดยไม่ต้องดื่มน้ำถึงสองสัปดาห์ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะอูฐได้รับความชื้นเพิ่มเติมที่ร่างกายต้องการจากไขมันซึ่งกักเก็บไว้ในหนอก

หนอกประกอบด้วยไขมันที่เป็นสารหล่อเลี้ยงร่างกายถึง 36.3 กิโลกรัม” แจ็ก แฮนนา แห่งสวนสัตว์โคลัมบัส ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าว

 


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ จริงหรือมั่ว 1,2,3

สำนักพิมพ์ Amarin Comics

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ