move
%e2%80%9cthey%e2%80%9d-killed-their-%e2%80%9cfriends%e2%80%9d

ตำนานสังหารที่โลกไม่เคยลืมบนโลกนี้มีไม่กี่เหตุการณ์

นอกจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (พ.ศ.2537) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกับค่ายกักกันเอาชวิตซ์-เบียร์เคเนา หรือการสังหารหมู่นานกิง (พ.ศ.2481) แล้ว เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทุ่งสังหารในยุคเขมรแดงเรืองอำนาจน่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เหี้ยมโหดที่สุดในศตวรรษที่ 20

แต่ถ้าพูดถึงผู้นำคนดังของโลกที่มีนโยบายในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตัวเองแล้วละก็ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการของเยอรมัน คือตัวพ่อของวงการนี้ รองลงมาก็ต้องยกให้ผู้นำของโซเวียต โจเซฟ สตาลิน และเหมา เจ๋อตง หรือท่านประธานเหมา ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งแผ่นดินใหญ่ ถ้าขยับเข้ามาใกล้บ้านเรา ก็ต้องพล พต (ชื่อเดิมคือ ซาลอธ ซาร์) ผู้นำเขมรแดงในตำนาน ที่ว่ากันว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาเสียชีวิตไปกว่าสองล้านคน!

หากใครเคยไปเที่ยวหรือไปทำธุระปะปังที่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย นอกจากพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล (Royal Palace Of Phnom Penh) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าพระราชวังเขมรินทร์แล้ว ก็มีพิพิธภัณฑ์สังหารหมู่โตลเสลง (Tuol Sleng Genocide Museum) และทุ่งสังหารเจิงเอกอันเลื่องชื่อ

ผู้เขียนมีโอกาสได้แวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์สังหารหมู่โตลเสลง สมัยที่ไปกรุงพนมเปญ ที่นี่มีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก เพราะอดีตคือโรงเรียน เมื่อกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2518 โรงเรียนแห่งนี้จึงกลายเป็นที่คุมขังคนที่เขมรแดงมองว่าเข้าข่ายบุคคลอันตรายต่อประเทศกัมพูชา ซึ่งได้แก่ คนที่ทำงานให้รัฐบาลของนายพลลอนนอน ซึ่งเป็นรัฐบาลขณะนั้น รวมถึงพระภิกษุ หมอ พยาบาล ศิลปิน ครู นักเรียน นักศึกษา แม้แต่คนที่ใส่แว่น ทหารจะมองว่าเป็นปัญญาชน เนื่องจากเขมรแดงมองว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์กลไลเป็นปีศาจและจะต้องถูกทำลาย

 

  

ห้องต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์มีสิ่งของและภาพถ่ายของนักโทษทุกคนที่ต้องถูกถ่ายรูป (ซึ่งเยอะมาก) ภาพวิธีการทรมานมนุษย์ที่ยิ่งดูไปเรื่อย ยิ่งรู้สึกป่าเถื่อน ทั้งปล่อยสัตว์มีพิษออกมากัดนักโทษที่ถูกขึงไว้ โยนเด็กและยิงด้วยปืนให้ตายเกลื่อน มีแม้กระทั่งซากกระดูกและหัวกะโหลกคน

ประชาชนที่เหลือที่ไม่เข้าข่ายว่าเป็นภัยต่อประเทศ ก็ถูกกองกำลังเขมรแดงกวาดต้อนให้อพยพออกไปนอกเมืองโดยเร็วที่สุด และถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอย่างชนชั้นแรงงานตามจังหวัดต่างๆ ที่ห่างไกลจากพนมเปญเรื่อยๆ หลายคนเสียชีวิตด้วยการถูกใช้แรงงานอย่างหนัก หลายคนขาดแคลนอาหาร หลายคนเป็นโรคร้าย และหลายคนถูกฆ่า

ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่มีใครลืม คนที่อ่อนแอก็ต้องลาจากโลกนี้ไปพร้อมกับความเจ็บปวดที่ได้รับ ส่วนคนที่รอดชีวิตก็ต้องอยู่กับความทรงจำที่แสนเลวร้ายตลอดไป ในขณะที่บางคนเลือกที่จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองและครอบครัวผ่านช่องทางต่างๆ จากที่เคยเห็น เช่น Ted Talk, ภาพยนตร์ และหนังสือ

ในประเทศไทย มีหนังสือบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุให้ผู้ที่อยากรู้ว่าคนกัมพูชาต้องเจอกับเรื่องอะไรบ้างเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วเพียงไม่กี่เล่ม ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเล่มที่หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินมาบ้าง

 

4 ปีนรกในเขมร แปลจาก KAMBOJIA WAGA-AI (Sei To Shi No 1,500 Hi)

ยะสึโกะ นะอิโตะ เขียน

ผุสดี นาวาวิจิต แปล

สำนักพิมพ์ผีเสื้อ, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2535

ทดลองอ่าน

เรื่องจริงของยาสึโกะ นะอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่ต้องเดินทางออกจากกรุงพนมเปญ ในวันที่ 18 เมษายน 2518 หลังจากพลพต เข้ายึดอำนาจและยึดกรุงพนมเปญ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ที่เธอไม่ได้ถูกจับเข้าไปอยู่ในคุกโตลเสลงเหมือนกับคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยของประเทศ แต่ก็ต้องทนทุกข์เฉกเช่นชาวกัมพูชาคนอื่นๆ เธอสูญเสียลูกไปทีละคน และสามีระหว่างทางที่ต้องอพยพ จากเมืองหลวงของกัมพูชาไปเรื่อย โดยไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน แต่เธออยู่ด้วยความหวังว่า สักวันจะได้กลับบ้าน…บ้านเกิดของตัวเอง

สุดท้าย ในปี พ.ศ.2522 ยาสึโกะ นะอิโต ได้รับความช่วยเหลือจากนักข่าวคนหนึ่ง เธอจึงได้กลับบ้านเกิด ยาสึโกะบอกไว้ตอนท้ายๆ ของบันทึกว่า…“กัมพูชามีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘กัมพูเจีย’ กัม หมายถึงการเสียเปรียบในตอนแรก เจีย แปลว่า จะดีในตอนท้าย สองคำนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชื่อประเทศโดยตรงหรอก แต่ฉันก็หวังว่า สันติภาพคงจะมาถึงประเทศกัมพูชาโดยเร็วที่สุด”

 

       

ล้างชาติ ล้างแผ่นดิน

แปลจากหนังสือ The Killing Fields  

คริสโตเฟอร์ ฮัดสัน เขียน

สมพล สังขะเวส แปล

สำนักพิมพ์สยามสปอร์ตพับลิชชิ่ง, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2528

เรื่องจริงของนักข่าวหนังสือพิมพ์ New York Time และผู้ช่วยชาวกัมพูชา ที่เข้าไปทำข่าช่วงเขมรแดงยึดครองประเทศในช่วงต้นปี พ.ศ.2518 พวกเขาต้องเจอกับเรื่องราวที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด และต้องแยกจากกันในที่สุด มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2527 ทำรายได้ไปกว่า 34 ล้านเหรียญ

 

       

ไม่ว่ายังไง เราต้องรอด

แปลจากหนังสือ First They Killed My Father

หลง อึ้ง เขียน

นรา สุภัคโรจน์ แปล

สำนักพิมพ์อมรินทร์, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2560  (วางจำหน่ายเร็วๆ นี้)

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวจากความทรงจำอันเลวร้ายของผู้เขียน พวกเขาต่างต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดและความหวังว่าจะได้พบกับครอบครัวอีกครั้งหลังจากที่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง

หลง อึ้ง (ผู้เขียน) เป็นบุตร 1 ใน 7 คนของครอบครัวที่พ่อเป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงในรัฐบาลของนายพลลอนนอน ในวัยห้าขวบ เธอต้องอพยพออกจากบ้านของตัวเอง และต้องปิดบังชีวิตจริงเนื่องจากเขมรแดงหมายหัวว่าใครก็ตามที่เคยทำงานให้กับรัฐบาลคือคนที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ แต่สุดท้ายแล้ว พ่อของเธอก็ถูกฆ่า (ไม่ได้สปอยล์นะ เพราะชื่อหนังสือก็บออกอยู่แล้ว) นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีภาพยนตร์ที่สร้างและกำกับโดยแองเจลิน่า โจลี่ ซึ่งกำลังจะเข้าฉายใน Netflix วันที่ 15 กันยายน 2560 ชื่อไทยคือ เมื่อพ่อของฉันถูกฆ่า

 

 

 

ไม่ว่าจะเป็นเล่มไหน ผู้เขียนแนะนำว่า ลองหยิบมาอ่านสักเล่ม เพราะไม่ว่าจะเป็นเล่มไหน เราก็จะได้รู้ว่าจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เพื่อนร่วมโลกของเรา ต้องเจอกับความโหดร้ายและต้องทนทุกข์ทรมานมากเท่าไรในแต่ละชั่วโมง ในแต่ละวัน แต่ละเดือน และในแต่ละปี สี่ปี (พ.ศ.2518-2522) ที่พวกเขารู้สึกราวกับตกนรกนั้น มันตกนรกจริงๆ ต้องยอมทำทุกอย่างตามที่พวกเขมรแดงสั่ง เพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม

จากที่อ่านหนังสือข้างต้น มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีและเชื่อมั่นเหมือนกัน ก็คือ

“ความหวัง”…ความหวังที่จะได้กลับมาเจอกับครอบครัวของพวกเขาในสักวัน

ไม่ว่ายังไง เราต้องรอด …

 

จุดจบของเหล่าผู้นำเขมรแดง

พล พต เสียชีวิตระหว่างรอพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2541 ที่อำเภออัลลองแวง จังหวัดอุดรมีชัย ไม่ไกลจากช่องสะงำ ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดศรีสะเกษ ของประเทศไทย ศพของเขาถูกฝังไว้นั่น ผู้เขียนมีโอกาสได้แวะไปชมเพราะเป็นทางผ่านเพื่อไปยังกรุงพนมเปญ สภาพบริเวณที่ฝังศพไม่ได้ต่างไปจากสภาพความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชาที่ต้องอพยพไปใช้ชีวิตอย่างชนชั้นแรงงานเลยแม้แต่น้อย น่าเศร้าที่คนอย่างพลพตจะมีที่นอนสุดท้ายของชีวิตคล้ายๆ…หรือบางที่อาจจะแย่กว่าเพื่อนร่วมชาติที่เขาเคยสั่งให้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่ทุ่งสังหารนั้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

นายพลตา ม็อก อดีตผู้บัญชาการเขมรแดง ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่โหดเหี้ยมที่สุดกับฉายา “คนฆ่าสัตว์” ก็เสียชีวิตระหว่างรอพิจารณาคดีเช่นกัน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2549 อีกสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คือนายนวน เจีย อดีตผู้ช่วยคนสนิทของพล พต และนายเขียว สัมพัน อดีตประมุขแห่งรัฐของกัมพูชาในยุคเขมรแดง ถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตด้วยข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชากว่าสองล้านคน ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี

 

จุม เมย คุณลุงวัย 85 ปี ที่รอดชีวิตจากการทรมานของกลุ่มเขมรแดงกล่าวว่า เขากังวลมาตลอดหลายปีว่าการไต่สวนอาจจะไม่เสร็จ ในขณะที่แกนนำเขมรแดงมีอายุมากขึ้น จนบางคนล้มตายไปก่อน แต่ตอนนี้เขามีความสุขมากที่กระบวนการตัดสินแล้วเสร็จเสียที (ที่มา: https://news.mthai.com/world-news/534666.html)

ผู้เขียนเคยเจอคุณลุงคนนี้ตอนนี้ไปพิพิธภัณฑ์สังหารหมู่โตลเสลง แกจะยืนขายหนังสือที่แกเขียนบอกเล่าเรื่องราวสมัยเขมรแดงเรืองอำนาจ พูดคุยกับนักท่องเที่ยว และแน่นอนว่าให้ถ่ายรูปคู่ด้วย

 

 

 

comments

0 Comments
Share

รัตตา ท่องโลก

บรรณาธิการ สำนักพิมพ์อมรินทร์แทรเวล ท่องโลกได้ทุกที่ รักหนังสือ กระดาษ คน ฤดูหนาว สถานที่ และแผนที่