maTravel

ใต้ร่มเงาซากุระ ตอน เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b0-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99

ข้าวหนม


เขื่อนคุโรเบะเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดของแดนอาทิตย์อุทัย สร้างขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพราะญี่ปุ่นช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เขื่อนนี้ใช้แรงงานคนสร้างถึง ๑๐ ล้านคน และยังใช้เวลาสร้างถึง ๗ ปีเชียว

ถ้าหลงทางเราจะทำแก้ปัญหาอย่างไร? ก. อยู่กับที่รอให้คนมาตามหา (ท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ) ข. ตะโกนให้คนช่วย (เสี่ยงหิมะถล่ม) ในเวลานี้ความรู้สึกของฉันไม่ต่างจากแฮนเซลและเกรเทล สองพี่น้องจากนิทานกริมม์เมื่อรู้ว่าเศษขนมปังที่ตนโรยไว้บอกทางกลับบ้านถูกนกกินเรียบ

 

แสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนจากหิมะจ้าจนน้ำตาไหล สายตาพร่าเลือนจนต้องหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวม ราวกับได้แว่นทิพย์ ฉันสังเกตเห็นกลุ่มไอน้ำพวยพุ่งมาจากทางด้านขวามือ เมื่อยิ่งขยับเข้าไปใกล้ก็เริ่มเห็นจุดสีดำที่ฐานของกลุ่มไอน้ำนั่น…ใช่แล้ว! มันคือหลังคาของของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติทาเทยาม่า ฉันรอดแล้ว

 

แม้จะน่าเสียดายที่ไม่ทันรถบัสไปสถานีไดกันโบ (Daikanbo) แต่ก็ทำให้มีเวลาเหลือพอที่จะเดินชมกำแพงหิมะ (Yuki no Otani) อีกนิดหน่อยก่อนที่รถรอบถัดไปจะมา ถึงจะเป็นฤดูร้อน แต่หิมะที่ทับถมกันสูงถึง ๑๖ เมตร เมื่อรถกวาดเอาหิมะออกไปจากถนนจึงเกิดเป็นกำแพงสูงให้เราได้เดินชมความงามแปลกตากัน

บนกำแพงหิมะบ้างก็มีรูปหัวใจสลักชื่อของคู่รัก บ้างก็วาดเป็นตัวการ์ตูน ดูเหมือนจะไม่มีข้อห้ามสำหรับกิจกรรมนี้เพราะเดี๋ยวหิมะก็ทับถมมันจนลบเลือนไปเอง ฉันจึงลองดูบ้าง ด้วยความรู้สึกว่าหิมะนั้นจะต้องบางเบาเป็นปุย ฉันจึงจิ้มลงไปเต็มแรง

 

‘กร็อบ!’ เสียงข้อต่อนิ้วชี้ลั่น ตามมาด้วยความรู้สึกปวดหนึบ

มันเหมือนกันเอานิ้วจิ้มลงไปบนก้อนน้ำแข็งดีๆ นี่เอง

 

รถบัส (Tateyama tunnel trolley bus) รอบต่อไปมาถึงพอดี ใช้เวลาราว ๒๐ นาที ลอดอุโมงค์ใต้ภูเขาทาเทยาม่าไปถึงสถานีไดกันโบ แล้วขึ้นกระเช้าไฟฟ้าฝ่าเมฆหมอกมัวที่พาให้ฉันจินตนาการถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญ

 

แต่สุดท้ายก็มาถึงสถานีประจำที่ราบสูงคุโรเบไดระ (Kurobedaira) โดยสวัสดิภาพแต่ฉันจะไม่แวะชมทิวทัศน์ที่จุดนี้ จึงขึ้นคุโรเบะ เคเบิ้ลคาร์ (Kurobe cable car) ลอดใต้ภูเขาอีกรอบไปยังสถานีคุโรเบะโก (Kurobe go) เดินเท้าในอุโมงค์ไปอีกราว ๕๐ เมตร สีขาวที่ปลายทางจึงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น

เบื้องหน้าเป็นสันเขื่อนคุโรเบะ (kurobe dam) ที่เชื่อมระหว่างภูเขาทาเทยาม่าและภูเขาอะคาซาวะ (Akazawa) น้ำในเขื่อนแข็งตัวเป็นน้ำแข็งเป็นทิวทัศน์ที่งามแปลกตา

 

เขื่อนคุโรเบะเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดของแดนอาทิตย์อุทัยสร้างขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพราะญี่ปุ่นช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เขื่อนนี้ใช้แรงงานคนสร้างถึง ๑๐ ล้านคน และยังใช้เวลาสร้างถึง ๗ ปีเชียว

 

ที่ปลายสันเขื่อนมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตรงทางที่จะขึ้นไปยังจุดชมวิว มีน้ำซับจากภูเขาไหลซึมออกมา มีกระบวยให้ตักดื่ม ป้ายเขียนไว้ว่า บ่อน้ำผู้กล้า ไม่รู้ว่าหมายถึงกล้าชิมหรือกล้าฝ่าความหนาวมาถึงเขื่อนยักษ์นี้กันแน่

 

แน่นอนฉันต้องลองไม่ใช่ผู้กล้าหรอก…แค่ตะกละน่ะ…

 

อ้อ! ลืมเล่าไปว่าลอดเส้นทางภูเขาทาเทยาม่า-เขื่อนคุโบเบะ จะมีตรายางให้ประทับเป็นที่ระลึกด้วย น่ารักทีเดียว ฉันไปถึงจุดแวะที่ไหนเป็นต้องสอดส่ายสายตามองหาเชียวละ ตราประทับที่เขื่อนนี้เป็นรูปของดีประจำเขื่อนคือ ข้าวแกงกะหรี่ เก๋ไก๋ดีใช่ไหมล่ะ?

จะว่าไปแล้วก็ต้องลองชิมเสียหน่อยเขาจัดจานมาได้น่าเอ็นดูเชียว ใช้ข้าวสวยกดใส่พิมพ์เป็นรูปสันเขื่อน และแกงกะหรี่แทนฝั่งน้ำที่กักไว้ในเขื่อน ฉันชอบการออกแบบมากจนไม่อยากทลายมันลงต้องค่อยๆ ละเลียดกินทั้งที่มันอร่อยมากๆ รสของแกงเข้มข้นไม่หวานและไม่เผ็ดจนเกินไป อิ่มแและอุ่นอยู่ในท้องจนอยากนอนพักสักงีบ ต้องปลุกปลอบสติด้วยไอศกรีม

ไอศกรีมที่นี่ก็แปลก สีที่ห่อกับรสรสชาติจะไม่เหมือนทั่วไป เช่น สีแดง ปรกติจะเป็นรสสตรอว์เบอร์รี่ ก็กลายเป็นถั่วแดงไปเสีย สีเขียวเข้มเป็นรสชาเขียว สีเขียวอ่อนเป็นรสถั่วเขียว สีเทาเป็นรสงาดำ เพื่อให้รู้รสที่แท้จริง ฉันจึงเลือกสีขาวซึ่งเป็นรสธรรมชาติ อร่อยเข้มข้นดีไม่หยอก แต่แข็งเป๊กเพราะอากาศหนาวจัด ตาสว่างทีเดียว

 

ถึงเวลาต้องเดินทางต่อแล้ว ฉันจะไม่ย้อนกลับไปทางเก่า แต่จะนั่งรถบัสทะลุออกไปยังอีกด้านของภูเขาทีเรียกว่าเส้นทางซินาโนะ โอมาจิ (Sinano Omachi) ที่ด้านหน้าศูนย์บริการจุดสุดท้ายนี้มีซาลาเปาขาย ลูกละ ๓๐ เยน แต่อ่านป้ายภาษาญี่ปุ่นไม่ออกว่ามีไส้อะไรบ้าง ร้านนี้เขาใช้ความซื่อสัตย์ไม่มีคนเฝ้าร้าน ใช้วิธีหย่อนเงินลงในตะกร้าแล้วหยิบซาละเปาไปจากลังถึงได้เลย

อากาศแบบนี้ถือไว้ก็อบอุ่นมือดี แต่อดใจไม่ได้นานหรอก กับแป้งบางๆ นุ่มและฟู ไส้ที่ทะลักออกมาเป็นหมูสับกับเห็ดหอม ฉันร้องฮูเร่ในใจ เพราะชอบไส้เค็มมากกว่าไส้หวาน รสชาติก็อร่อยใช้ได้ทีเดียว

 

กฎข้อหนึ่งในการเดินทางคือ เราไม่ควรฝืนร่างกายเดินทางต่อแม้จะรู้สึกว่ายังไหว เพราะการเดินทางไกลควรพักผ่อนให้เต็มที่ ค่อยๆ ทำความรู้จักกับเมือง และ ไม่ควรเดินทางยามค่ำคืนแม้จะเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่ามีความปลอดภัยสูง เพราะสิ่งเลวร้ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นคืนนี้ฉันจะพักที่เมืองยามานาชิ เมืองที่มีความหมายว่า ‘ไม่มีภูเขา’ (โปรดติดตามต่อตอนหน้า)

comments

0 Comments
Share

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม นายอินอะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ประเภทสารคดีเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่อยากเขียนสารคดีเกี่ยวกับอาหารและแหล่งที่มาบ้าง