maTravel

ใต้ร่มเงาซากุระ ตอน พิชิตภูเขาไฟฟูจิ

%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b0-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b4

ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่ละทิ้งความเชื่อทางจิตวิญญาณอย่างตำนานเทพเจ้า มีศาลสักการะอยู่แทบทุกมุมเมือง คงเข้าทำนองไม่เชื่ออย่าหลบหลู่ไม่ต่างจากบ้านเรา

หลังจากสักการะเทพเจ้าโคะโนะฮานะสะคุยะ ฮิเมะ ที่ศาลเจ้าฟูจิ เซ็นเก็นเป็นที่เรียบร้อย ฉันก็มุ่งหน้าสู่ภูเขาฟูจิ  ทางที่จะขึ้นสู่ภูเขาที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในแดนซามูไรนั้นมีหลายเส้นทาง แต่เส้นทางที่ฉันเลือกใช้ในวันนี้เรียกว่า ‘เส้นทางซูบารุ’ (Subaru) แปลว่า เส้นทางนกนางแอ่น

 

เจ้าหน้าที่ทางหลวงได้ทำลูกระนาดให้รถชะลอความเร็วเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่ได้เป็นคลื่นลูกเบ้อเริ่มเทิ่มแบบบ้านเรานะเป็นลูกเล็กๆ ที่แทบจะไม่รู้สึกสะเทือนเลย ต้องเอาหูแนบกับกระจกจึงจะได้ยิน

 

ทำไมต้องเอาหูแนบรับแรงสั่นสะเทือนด้วย?… ฟังมาว่าลูกระนาดนี่จัดทำเป็นพิเศษมีความแน่นต่างกันในแต่ละลูก เมื่อรับแรงกระแทกจากรถจะเกิดเป็นท่วงทำนองเพลงอ้อนวอนเทพเจ้าเพื่อที่จะขึ้นไปบนภูเขา และเมื่อรถแล่นกลับลงมาก็จะเป็นเพลงอีกท่วงทำนองหนึ่งฉันลองเอาหูแนบกับกระจกรถดูบ้างมีเสียงกึงกังๆ ตอบกลับมาไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไรก็แน่ล่ะ เพลงญี่ปุ่นฉันจำทำนองได้ก็มีอยู่เพลงเดียวคือเพลงประกอบการ์ตูนโดราเอม่อนเท่านั้น

จากการตรวจสอบสภาพอากาศแล้ววันนี้จะสามารถขึ้นไปบนภูเขาได้ถึงชั้น ๕ เลยทีเดียว ที่จริงแล้วฉันอยากเดินขึ้นด้วยเส้นทางศึกษาธรรมชาติมากกว่า จำได้ว่าเคยดูสารคดีทางช่องเอ็นเอชเคเวิลด์ (NHK World) ว่าใต้ภูเขานั้นมีถ้ำน้ำแข็งอันน่าอัศจรรย์และดอกมัสตาร์ดกำลังบานสวย

 

 

“ไปเดินก็มีแต่ดินสีน้ำตาล ต้องไกลๆ ถึงจะเห็นเป็นรูปภูเขาแบบที่เราเห็นกันบ่อยๆ” ฉันถูกสกัดดาวรุ่งจากคนใกล้ตัวที่ยอมตามใจเงียบๆ มานาน…โธ่! ไม่เข้าใจเลือดนักผจญภัยเอาเสียเลย

 

 

บนชั้นที่ ๕ ยังอุดมไปด้วยสินค้าที่ระลึกหลากหลาย ร้านหนังสือ มีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของภูเขา ที่จุดชมวิวใกล้พิพิธภัณฑ์นั้นสามารถมองเห็นไกลไปถึงเทือกเขาทาเทยาม่า ภูเขาที่สูงสุดในญี่ปุ่นแบบนี้ตอนกลางคืนคงใกล้ชิดหมู่ดาวพราวเต็มฟ้าแน่ๆ ฉันมองแผนที่ดูดาวในช่วงฤดูร้อนในมือแล้วปล่อยความคิดคำนึงกลับไปถึงประเทศไทย

 

ขากลับลงมาจากบนภูเขาฉันแวะวนไปที่หมู่บ้านน้ำใส โอซิโนะ ฮักไก’  (Oshinohakkai) เป็นชื่อที่คนไทยชอบเรียกกันแต่ความจริงแล้วชื่อดั้งเดิมของหมู่บ้านคือ ‘โอซิโน มูระ’ (Oshinomura) หมู่บ้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกทางวัฒนธรรมภูเขาฟูจิ ขึ้นทะเบียนไปเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

 

หมู่บ้านน้ำใสเมื่อก่อนเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน แต่ภายหลังภูเขาไฟฟูจิปะทุขึ้นหลายครั้งทำให้ร่องระหว่างเทือกเขาซุโซโนะ (Susono) กับเทือกเขามิซากะ (Misaka) ถูกกัดเซาะจนน้ำระบายแห้งไปในที่สุด หลงเหลือแต่บ่อน้ำพุซึ่งเป็นต้นน้ำใต้ดินจากภูเขาฟูจิ บ่อน้ำพุที่สำคัญก็คือ โอซิโน ฮักไก นี่ละ

 

บ่อน้ำใสๆ ของที่นี่มีอยู่ด้วยกัน ๘ บ่อ น้ำนั้นใสแจ๋วสมชื่อ มีป้ายบอกไว้ว่ามีปลาอะไรบ้าง แต่ฉันจดจำได้เพียงปลาเทราต์ บ่อที่เป็นไฮไลต์ลึกถึง ๘ เมตร แต่มีการพิสูจน์ภายหลังโดยใช้นักประดาน้ำ ดำลงไปตามถ้ำในน้ำปรากฏว่าลึกลงไปอีกมากอย่างน่าทึ่ง

 

เนื่องจากเป็นน้ำที่มาจากภูเขาฟูจิ จึงมีการต่อก๊อกทำเป็นรูปหัวมังกรให้คนได้ดื่มกัน ใครจะเอาขวดไปกรอกก็ไม่ว่ากัน หรือใครอยากจะซื้อขวดที่ชาวบ้านกรอกมาขายก็ยิ่งดีใหญ่

 

 

“สุโค่ยๆ” เสียงคุณลุงคุณป้าชาวปลาดิบที่จูงมือกันมาเที่ยว ชิมน้ำจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์แล้วร้องชื่นชมแบบโอเวอร์แอคติ้ง น่าเอ็นดู

 

 

ภายในอาคารขายของที่ระลึกมีขนม ยาคิคุซะ โมจิ (Yakikusamoji) ที่มีสีเขียวๆ จากสมุนไพรมาปิ้งขายให้อุ่นท้องอุ่นมือด้วย ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ย่อยๆ ให้ชมด้วยนะ มีการสาธิตการทำแป้งโซะบุ โดยใช้ระหัดวิดน้ำด้วย ทุ่นแรงคนไปได้เยอะ บนชายคาบ้านยังห้อยฝักข้าวโพดแห้งๆ ไว้เสียแยะ เจ้าของสถานที่อธิบายว่า ก็แขวนไว้ให้นกกากินนั่นแหล่ะ พอมันอิ่มแล้วจะได้ไม่ไปกินพืชผลที่ปลูกให้เสียหาย มาเฟียนกก็มีเหมือนกันนะนี่

ใกล้ทางออกของหมู่บ้านมีเสียง “โมโมฉะๆ” เจ้าของเสียงเรียกร้องความสนใจอันแข็งขันเป็นคุณป้าในชุดมงเป เธอทั้งเรียกทั้งส่งถ้วยน้ำสีเขียวให้ลองชิมเป็นชาเขียวผสมผงท้อหวานชุ่มคอดีแท้ ไม่กระหายน้ำตามแบบที่ผสมน้ำตาล ชิมของเขาไปเสีย ๒ ถ้วยด้วยความติดใจจนต้องซื้อติดมือกลับมาอีก ๒ กล่องใหญ่ตามประสาคอชา

 

ระหว่างนั่งรถเข้าสู่โตเกียวฉันนึกถึงเซนเซคิชิโอะ ฮาไต (Kishiohatai) ซึ่งเคยสอนวิชาอายุรศาสตร์สัตว์น้ำให้ด้วยความเมตตาว่ามาถึงโตเกียวเมื่อไรจะติดต่อกลับไป คำว่า ‘เกรงใจเหลือเกิน’ ในภาษาญี่ปุ่นพูดว่าอย่างไรกันนะ…

 

ตอนนี้ฉันมาถึงชินจูกุ เดินชมข้าวของตั้งแต่ของใช้ไปจนกระทั่งของกิน เหมือนได้เดินดูไอเดียของผู้ผลิตด้วยความทึ่งว่าเขาคิดขึ้นมาได้อย่างไร แถมได้ของฝากไปอีกหลายรายการเชียว ถ้าจะซื้อเครื่องประทังโฉม เอ้ย! ประทินโฉมไม่ว่าจะแบรนด์ใดของญี่ปุ่นก็ต้องไปส่องตามร้านขายยาในย่านนี้ละ ถึงจะขึ้นชื่อว่าได้ของดีราคาถูก ตอนนี้ยังรู้สึกเสียดาย น่าจะขนซื้อมาอีกเพราะไม่รู้เมื่อไรจะได้มาเยือนอีกครั้ง เดินจนขาลากต้องกลับมานั่งเหยียดแข้งขาที่โรงแรม นึกๆ อยู่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

 

รุ่งขึ้นหลังจัดการกับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าจนแบตเตอรี่เต็มเปี่ยมแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่ ‘วัดเซนโจจิ’ (senjoji) หรือวัดอาซาคุสะอันโด่งดัง ถ้าไม่ได่ถ่ายรูปกับโคมแดงใหญ่ยักษ์ก็เหมือนกับมาไม่ถึง

ที่วัดแห่งนี้มีตำนานการสร้างไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ ตามจดหมายเหตุกล่าวไว้ว่า ประมาณคริสต์ศักราช ๖๒๘ มีชาวประมงสองพี่น้อง ทุกวันจะออกหาปลาที่แม่น้ำสุมิดะ มีวันหนึ่งจับปลาไม่ได้เลย จึงอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอปลากลับไปทำอาหารเย็นสักตัว พอเหวี่ยงแหออกไปกลับได้เป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำทุกครั้งไป จึงนำไปให้ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนบ้านของตนให้กลายเป็นวัด เพื่อให้คนในหมู่บ้านมากราบไหว้บูชา ซึ่งคนที่มาขอพรก็มักจะสมปรารถนา ความล่วงรู้ถึงโชกุนจึงได้มีการสร้างอาคารให้ใหญ่ขึ้นในคริสต์ศักราช ๖๔๕ และต่อเติมส่วนต่างๆ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

 

 

โคมแดงของวัดนี้ไม่ได้มีแค่โคมเดียวนะ แต่มีด้วยกันถึง ๓ เลยละ ว่ากันว่า ถ้าใครสามารถลอดได้ครบทั้ง ๓ โคม จะได้เป็นเศรษฐี แต่เป็นเศรษฐีในทางธรรมนะ ทางด้านหน้าวัดมีแผงขายของเป็นทางยาวราวๆ ๓๐๐ เมตร มีทั้งของกิน ของใช้ เครื่องประดับและของเล่น

 

แต่คราวนี้ร้านที่ดึงดูดใจฉันที่สุดกลับเป็นร้านขาย ผ้าฟุโรชิขิ’ เป็นผ้าที่ใช้ห่อข้าวของนานาประสงค์ จะแปลงร่างเป็นกระเป๋าผ้าเก๋ไก๋ก็ยังได้ ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นกำลังรณรงค์ให้มีการนำกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อลดขยะถุงพลาสติก

 

ผ้าฟุโรชิขิไม่ได้มีดีแค่ห่อข้าวของเท่านั้นนะ มีคุณลุงซื้อผ้าผืนโตเอาไปทำเป็นย่ามสะพายข้างห่อเจ้าสุนัขพูเดิ้ลทอยที่พามาด้วยกัน อุ่นทั้งเจ้านายและลูกน้อง เห็นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้

 

ถึงเวลาต้องกล่าวคำว่า ‘ซาโยนาระ’ กับเมืองซากุระจริงๆ แล้วละสิ แต่ไม่ใช่การ ‘ลาที’ นะแต่เป็น ‘ลาก่อน’ จนกว่าจะกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง…ฉันสัญญา


อ้างอิง

www.th.m.wikipedia.org/wiki/ภูเขาฟูจิ. 20/2/60.

www.th.m.wikipedia.org/wiki/วัดเซ็นโซจิ. 20/2/60.

www. yamanashi-kanko.u.jp/foreign/thai/spot/p1_4910.html. 20/2/60.

 

comments

0 Comments
Share

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม นายอินอะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ประเภทสารคดีเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่อยากเขียนสารคดีเกี่ยวกับอาหารและแหล่งที่มาบ้าง