maTravel

เสียงเพรียกจากยุโรปตะวันออก (เช็ก) ตอนที่3

%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%883

ข้าวหนม


อรุณสวัสดิ์วันฝนพรำ วันนี้ต้องลาจากกรุงปรากแล้ว สาวน้อยพนักงานต้อนรับของโรงแรมอาสาไปส่งโปสการ์ดให้เพราะที่เมืองนี้ไม่มีตู้ไปรษณีย์ ทุกคนต้องไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์ด้วยตนเอง แปลกจริงเมืองท่องเที่ยวที่ไม่มีตู้ไปรษณีย์ แต่ก็ขอบคุณน้ำใจของเธอ

วันนี้ฉันวางแผนไว้ว่าจะไปค้างคืนที่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ (Cesky krumlov) โดยระหว่างทางจะแวะเที่ยวที่เมืองคาร์โลวี วารี (Karlovy vary) เสียก่อน

ฟ้าครึ้มฝนปรอยเม็ดไปตลอดทางแต่ฉันกลับชอบบรรยากาศเช่นนี้ จากชุมชนชาวเมืองเข้าสู่เขตเพาะปลูกในเขตชนบทของเช็ก นอกจากจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วยังมีราวไม้สำหรับปลูกต้นฮอฟแทรกตัวถี่ๆ อยู่ในทุ่งข้าวโพดเหลืองทองสุดลูกหูลูกตาด้วย ต้นฮอฟนี่เป็นส่วนผสมที่สำคัญในการหมักเบียร์ของเช็กเชียว ชาวบ้านจึงนิยมปลูกกันทั้งเพื่อใช้หมักในครัวเรือนและเพื่อขายเป็นรายได้เสริมด้วย

ป้ายโฆษณาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สปาและเครื่องดื่มผสมน้ำแร่ เป็นสัญญาณว่าเราเข้าใกล้เขตเมืองคาร์โลวี วารีแล้ว ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองจะต้องเปลี่ยนขึ้นรถชัทเทิลบัสเพื่อบริการนักท่องเที่ยวเสียก่อน เมืองคาร์โลวี วารี นั้นมีหลายชื่อเรียกด้วยกันเมืองคาร์ลส์บาด (Carlsbad) ก็เรียก ชื่อเล่นอย่างเมืองน้ำแร่ (spa town) ก็เรียก

เมืองคาร์โลวี วารี นี่สมัยก่อนจัดเป็นเมืองลับแลของยุโรปก็ว่าได้ เพราะนอกจากซุกซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแล้วยังทางเข้าออกแค่ทางเดียวอีกด้วย พระเจ้าชาร์ลที่ 4 ได้ค้นพบเมืองนี้ขณะออกมาล่าสัตว์ และชอบเมืองน้ำแร่แห่งนี้มากถึงกับมาสร้างรอแยล สปา (royal spa) ขึ้นมา

เนื่องจากน้ำแร่นั้นช่วยบำบัดโรคได้ รัฐบาลจึงเข้ามาจัดการให้เหมาะกับการเป็นเมืองของผู้สูงอายุ แต่ฉันสงสัยอยู่ว่าผู้สูงอายุเมืองนี้คงจะท้องผูกกันเยอะ เพราะได้มีการนำน้ำแร่นั้นมาผลิตให้มีคุณสมบัติช่วยระบายและกลายเป็นน้ำประจำเมืองไปในที่สุด

รถชัทเทิลบัสจอดส่งฉันและผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่โรงละครโอเปร่าเพื่อให้เดินเท้าเข้าสู่ตัวเมือง ใบไม้ในหุบเขาหลากสีสันตามการเปลี่ยนผันของฤดูกาล เสียงไหลรินจากแม่น้ำเทปล้า (Tepla river) ที่ไหลผ่าเมืองทำให้บรรยากาศในการเดินรื่นรมย์ ครอบครัวนักท่องเที่ยวที่มีลูกเล็กชี้ชวนกันดูเป็ดน้อยดำผุดดำว่ายอยู่ในแม่น้ำน่าเอ็นดู

เมืองคาร์โลวี วารี มีน้ำพุร้อนผุดขึ้นมาเป็นจุดๆ ทั้งหมด 12 บ่อ โดยจะมีการสร้างสิ่งปลูกสร้างครอบบ่อน้ำพุไว้ เรียกว่า โคโลนเนด (colonnade) ฉันเริ่มต้นที่เทอร์มอล สปริง โคโลนเนด (Thermal spring colonnade) ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่ร้อนที่สุด คือ 72 องศาเซลเซียส ภายในโคโลนเนดนี้ยังมีบ่อน้ำพุร้อนอีกหลายบ่อซึ่งมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันไป เช่น 72 องศาเซลเซียส 50 องศาเซลเซียส 30 องศาเซลเซียสและ 23 องศาเซลเซียส

น้ำพุร้อนแต่ละบ่อเขาไม่อนุญาตให้เอาไข่ลงไปต้มแบบบ้านเราแต่ยอมให้ชิมได้โดยมีกติกาคือต้องอุดหนุนเหยือกพอรซ์เลน (porcelain) จากร้านขายที่มีทุกเมืองมารองดื่ม ถือเป็นการบังคับให้นักท่องเที่ยวสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นไปด้วยในตัว

ฉันจรดขอบเหยือกใกล้กับริมฝีปากน้ำพุร้อนรสชาติเค็มปะแล่มลื่นไหลลงคอ ไม่อร่อยเอาเสียเลยชิมครั้งเดียวให้พอรู้รสแล้วกัน แต่นักท่องเที่ยวหลายคนอาจจะชอบหรือเพราะอยากรู้อยากเห็นจึงถือเหยือกตระเวนเสียทั่วเมืองเชียว น้ำแร่ของเมืองคาร์โลวี วารีประกอบด้วยคาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือโซเดียม ซัลเฟต คลอไรด์ แคลเซียมและโปแตสเซียม ลดหลั่นปริมาณลงมา

ด้านหน้าของเทอร์มอล สปริง โคโลนเนด มีโคโลนเนดที่สร้างด้วยไม้ฉลุลายอ่อนหวานคล้ายลายขนมปังขิง โคโลนเนดนี้มีชื่อเรียกว่า มาร์เก็ต โคโลนเนด (market colonnade) เป็นที่ขายขนมขึ้นชื่อของเมืองด้วย เรียกชื่อเล่นง่ายๆว่า ‘สปา เวเฟอร์’ (spa wafer, lázeñské oplatky) แผ่นแป้งกลมบางที่หวานกรอบเคี้ยวเพลินนั้น ประกอบไปด้วยเฮเซลนัท วานิลลา ซินนามอนและน้ำตาล มีขายทั้งแบบทำสดๆ และแบบบรรจุกล่องพร้อมเดินทางด้วย ตามสูตรเขาว่าต้องกินคู่กับน้ำแร่รสชาติจึงจะอร่อยขั้นสุดยอด แต่เห็นคราบหินปูนที่ขอบบ่อน้ำพุแล้วกลัวเป็นนิ่วขึ้นมากระทันหัน ฉันจึงขอเพียงอร่อยขั้นธรรมดาก็พอ

เดินเล็มขนมพื้นถิ่นชมเมืองไปเรื่อยๆ แม้วันนี้นักท่องเที่ยวจะคราคร่ำเพราะมีเทศกาลหนังแต่บรรยากาศของเมืองก็เงียบสงบเรียบร้อยต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลายๆ เมือง รถม้าชมเมืองควบกุบกับผ่านไปคันแล้วคันเล่าพวกมันคงคุ้นชินกับนักท่องเที่ยวเพราะแม้ไม่มีที่บังตาก็ไม่เห็นตื่นตกใจแบบม้าหลายตัวแถวๆ บ้าน

ฉันเดินข้ามสะพานไปยังมอล โคโลนเนด (mall colonnade) อาคารหลังงามที่เบื้องหน้าไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อครอบน้ำพุแอ่งเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาเท่านั้น ชั้นบนยังเป็นสปาโดยเฉพาะนวดแผนไทยที่ท่าทางฮอตฮิตมาก ที่ห้องโถงด้านข้างยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรืองราวการค้นพบและการสร้างเมืองคาร์โลวี วารี น่าเสียดายที่ไม่มีคำอธิบายภาษาอังกฤษ ฉันต้องแกะรอยภาษาเยอรมันจนหมดเรี่ยวแรงเสียงท้องร้องโกรกกรากเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่กำลังจะหมด

แหงนหน้ามองฟ้าพระอาทิตย์เลยศีรษะไปแล้ว มิน่าเล่าเจ้าท้องจึงส่งเสียงประท้วงเสียยกใหญ่ ภาพเมนูเป็ดอบโบฮีเมียนที่โชว์อยู่หน้าร้านเรสตัวรอง คาเฟ-พุสกิน (Restaurant Cafe-Puškin) ดูเหมือนจะกวักมือเรียกฉันอยู่หยอยๆ เห็นแล้วต้องใจอ่อนผลักประตูร้านเข้าไปทันที

เมนูอาหารพื้นเมืองมื้อนี้เริ่มด้วยซุปใสเรียกน้ำย่อยใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวและโรยต้นหอมฝอยๆ รสชาติกลางๆ แต่ก็เรียกน้ำย่อยได้ไม่เลว ถึงคิวพระเอกของงาน ‘เป็ดอบโบฮีเมียน’ เป็ดชิ้นงามเนื้อนุ่มฉ่ำ หนังบางกรอบ จัดมาบนกะหล่ำปลีดองและขนมปังดัมปลิ่ง (Czech dumpling) เวลาที่ใช้ดัมปลิ่งชุบน้ำเกรวี่ที่ได้จากการอบเป็ด ความกลมกล่อมทั้งมวลที่ซึมซับอยู่ในขนมปังชิ้นเล็กนั่นทำให้ฉันแทบจะยกดาวให้ทั้งฟ้าเชียว

ดัมปลิ่งเป็นขนมปังที่พิเศษมาก มันเกิดจากภูมิปัญญาของคุณแม่บ้านชาวเช็กที่ไม่อยากให้ขนมปังในแต่ละมื้อนั้นเหลือทิ้งขว้าง พวกเธอจึงนำมันมาแช่ในน้ำนม และนำกลับมานวดใหม่ จากนั้นจึงนำไปนึ่ง ก็จะได้ของกินชนิดใหม่สำหรับมื้อต่อไป ความฉลาดล้ำเช่นนี้แทบไม่อยากคิดเลยว่าโลกนี้จะขับเคลื่อนไปได้อย่างไรหากขาดผู้หญิง

หลังเรี่ยวแรงฟื้นฟูฉันก็พร้อมเดินทางต่อสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเล็กน่ารักที่ได้รับฉายาว่า ‘ไข่มุกแห่งโบฮีเมีย’ กางแขนรอต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้ม

เมืองสวยงามดังเมืองในเทพนิยาย บ้านเรือนที่ยังดำรงอยู่ตั้งแต่สมัยยุคกลางราว 300 หลัง ทำให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง เมื่อมีลู่ทางทำกินเช่นนี้นอกจากขายของที่ระลึกแล้วชาวบ้านจึงเปิดบ้านเพื่อเป็นที่พักนักท่องเที่ยว ที่พักบางแห่งจึงอาจใหญ่โตกว้างขวางเพราะเคยเป็นโรงนามาก่อน หรือบ้านของคหบดี แต่บางแห่งก็มีเพียง 3-4 ห้อง เพราะเป็นหอระฆัง หรือหอสังเกตการณ์ของหมู่บ้านเป็นต้น

ค่ำยืนนี้ฉันได้ที่พักเป็นห้องใต้หลังคาของบ้านหลังหนึ่ง เตียงสีขาวอบอุ่นนุ่มสบายเป็นพาหนะนำฉันเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์…

เสียงย่ำเท้าบนพื้นหินดังกุบกับทำให้ฉันต้องกระชากตัวออกจากที่นอนอันอบอุ่น โชคดีที่โรงแรมน้อยๆ นี้มีเครื่องทำน้ำร้อน คนขี้หนาวอย่างฉันจึงพร้อมตะลุยเมือง

เนื่องจากเมื่อวานมาถึงก็เย็นย่ำแล้วร้านรวงต่างๆ จึงปิดหนีความหนาวกันเสียหมดยังไม่ทันได้ดูอะไร ฉันจึงวางแผนเริ่มเดินจากประตูเมืองไปยังปราสาทครุมลอฟ (Krumlov castle) ที่เมืองนี้ไม่ว่ามุมไหนๆ ล้วนมีสัญลักษณ์ดอกกุหลาบ 5 กลีบ ตั้งแต่ประตูเมือง ฝาผนัง ลูกบิดประตูหน้าบ้าน จนกระทั่งฝาท่อระบายน้ำทีเดียว อาจเป็นเพราะตระกูลโรเซินเบิร์ก (the Rosenberg) ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปกุหลาบตามความหมายของตระกูลที่เคยเข้ามามีอิทธิพลต่อเมืองนี้

แม้จะเป็นเวลา 8 โมงเช้าแล้ว แต่หมอกยังคงปกคลุมปราสาทคลุมรอฟจนแสงส่องลงมาได้เพียงบางส่วนทิวทัศน์ในวันนี้จึงดูแปลกตาไปจากภาพที่เคยเห็นในหนังสือ ปราสาทงามหลังนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 ต่อมาได้ตกเป็นของตระกูลโรเซินเบิร์กจนกระทั่งถึงยุคตกต่ำของตระกูล กว่าจะฟื้นตัวได้ก็ราวศตวรรษที่ 16 ตระกูลกุหลาบจึงได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งและให้การสนับสนุนศิลปะในยุคเรเนสซองอย่างเต็มที่

ศิลปะแบบเรเนสซองส์ที่นิยมกันเป็นงานเพนต์มือบนกำแพงที่เรียกว่า ‘กิอารอสกูโร’ (chiaroscuro) มีการใช้เทคนิดวาดและขูดขีดให้เกิดแสงเงาลวงตาบนกำแพงให้เหมือนมีอิฐหลายๆ ก้อนซ้อนเรียงขึ้นไป เมื่อฉันลองเอามือลูบๆ คลำๆ ดู ก็จริงด้วยแฮะ ผนังเรียบเชียว

น่าเสียดายเหลือเกินที่ต้องลาจากเมืองเทพนิยายนี้หากมีโอกาสกลับมาเช็กอีกครั้งฉันจะอยู่กับเธอนานๆ เลยนะ

รถวิ่งไปตามเส้นทางมาตรฐานออโต้บาห์น (autobahn) หมอกที่หนาทึบมาตลอดทางถูกแสงแดดอันสดใสแผดเผาจนระเหยไปเมื่อเขาเขตประเทศออสเตรีย เจ้าวัวที่เคี้ยวหญ้าหยับๆ ทำให้ฉันนึกถึงนิทานเรื่องแม่วัวที่มัวแต่กินดอกแดนดิไลอ้อนจนเต้นรำไม่หยุดเพราะเขาไปเสียบเอาดาวที่ตกอยู่ ต้องกระโดดข้ามดวงจันทร์ให้ดาวหลุดออกจึงหายดี

จากทุ่งหญ้ากลายเป็นเทือกเขาออสเตรเลียน แอลป์ แม้วันนี้ไร้หิมะปกคลุมแต่นักท่องเที่ยวก็ยังมาเยือนมิได้ขาด ทั้งเพื่อเดินป่าปีนเขาและเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมเหินเวหาชนิดต่างๆ ในที่สุดฉันก็มาถึงเมืองเซ็นท์โวล์ฟกัง (St. Wolfgang) หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งชื่อตามนักบุญที่คนเลี้ยงแกะให้ความนับถือ ฉันตัดสินใจพักกลางวันที่ริมทะเลสาบโวล์ฟกังเซ (Wolfgangsee) ที่นี่มีปลาเทร้าต์อบกับมันฝรั่งที่อร่อยมาก ทั้งความแน่นของเนื้อและความสดหวานเอาไปเลยสิบคะแนนเต็ม

เส้นทางมุ่งหน้าสู่กรุงเวียนนาคงจะพลาดมากหากไม่แวะชมเมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) เมืองเล็กๆ ที่ประกอบอาชีพทำเหมืองเกลือและชาวประมง โดยเฉพาะเหมืองเกลือแห่งนี้ด้วยอายุ 4,500 ปี จึงกลายเป็นเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดและได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว ทิวทัศน์สวยงามจากมุมที่ฉันกำลังมองนี้เป็นมุมยอดฮิตที่มีภาพถ่ายขายไปทั่วโลก

สมัยก่อนเมืองนี้มีเพียง 126 ครอบครัวเท่านั้นเอง แต่เดี๋ยวนี้คงมีมากขึ้นแล้วและเดี๋ยวนี้หลายครอบครัวก็หันมาทำของที่ระทึกจากเกลือขาย แต่ละบ้านล้วนมีไอเดียน่ารักเป็นของตนเองทำเอาฉันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้เสียเพลินไปเลย

เด็กๆ ที่มาทัศนศึกษากับทางโรงเรียนถูกคุณครูต้อนเดินกันเป็นแถวเหมือนแม่เป็ดลูกเป็ด เจ้าตัวแสบบางคนแอบแวบเข้าร้านขายของที่ระลึกทำทีเป็นขอชิมเกลือตัวอย่างครั้งแล้วครั้งเล่าอ้างว่ายังไม่รู้รส จนคุณป้าเจ้าของร้านส่ายหน้าเอือมระอา

จากเมืองริมทะเลสาบที่รายล้อมด้วยขุนเขามุ่งหน้าสู่เมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg) เจ้าหน้าที่บนรถบัสประจำทางพยายามเปิดภาพยนตร์เรื่องมนต์รักเพลงสวรรค์ (Sound of music) เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจให้แก่นักเดินทางเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของครอบครัวแทรป (The Trapp family) ซึ่งปัจจุบันครอบครัวนี้ก็ยังคงร้องเพลงประสานเสียงอยู่และ‘สวนมิราเบล’(Mirabell garten) ที่ฉันจะไปเยี่ยมชมนอกจากจะเคยเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อีกด้วย

สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังอัลเทลนาว (Altenau palace) ที่เจ้าชายอาร์คบิชอบ (Archbichop wolf Dietrich Von Raitenau) ซึ่งองค์จักรพรรดิได้ส่งมาเป็นผู้ปกครองเมืองได้สร้างให้กับภรรยาลับๆ คือ ซารูเม่ เอาท์ (Salome Alt) นางเป็นผู้จัดการทางเงินให้กับอาร์คบิชอบนั้นเอง ต่อมาเมื่อชาวเมืองทราบเรื่องจึงเกิดความไม่พอใจ พากันจับอาร์คบิชอปไปขังไว้บนหอคอย (Hohensalzburg fortress) โดยมีช่องเล็กๆ ให้มองเห็นสวนที่ตนเองรักนักหนา ช่างเป็นการลงโทษที่ทารุณต่อจิตใจอย่างถึงที่สุด

ปัจจุบันสวนไสตล์บาร็อคแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยดนตรีโมซาเซอุม (Mozarteum Universität) จึงไม่แปลกใจเลยที่จะได้ยินเสียงดนตรีลอยมาตามสายลม ดูเหมือนแทบทุกสถานที่ในเมืองนี้มักมีกลิ่นอายของโน้ตดนตรี เมโลดี้และบรรทัด 5 เส้น ล่องลอยในอากาศ บทเพลงโรมานซ์ อะโนมิโน (Romance Anónimo ) อ่อนหวานจากพิณฮาร์ปที่มุมสวนสะกดให้ฉันก้าวเท้าตามไป และปรบมือกราวใหญ่เมื่อบทเพลงจบลงพร้อมทั้งหยอดเหรียญลงกระปุกให้กับนักดนตรีแปลกหน้า

“ขอบคุณครับ คุณทำให้ผมสอบผ่าน”  พ่อหนุ่มมือฮาร์ปกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้ายินดียิ่ง พลางชี้มือไปทางชายผู้หนึ่งซึ่งยืนจดอะไรหยุกหยิกลงสมุดบันทึกที่แท้ก็เป็นวิธีการสอบอย่างหนึ่งของวิชาดนตรีนี่เอง ฉันกล่าวแสดงความยินดีก่อนจากเพื่อไปชมบ้านของโมสาร์ทนักดนตรีฝีมือระดับตำนาน

บ้านเกิดของคีตกวีชื่อก้องโลก ‘วอล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ท’ (Wolfgang Amadeus Mozart) อยู่ในเขตเกไทรเด (Getreidegasse) ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ (Mozart geburtshaus) จัดแสดงเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของเขาที่อาศัยอยู่บนก้องชั้น 3 ของอาคารหลังนี้ร่วมกับพ่อ แม่ และพี่สาว จนถึงอายุ 17 ปี แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะซ้อมดนตรีอย่างไรไม่ให้เสียงนั้นรบกวนเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันถนนเกไทรเดได้กลายเป็นแหล่งช็อปปิ้งทั้งสินค้าพื้นเมือง สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องดนตรีไปแล้ว แต่ร้านรวงต่างๆ ยังคงเอกลักษณ์โบราณไว้คือ การใช้การใช้ตัวเลขและรูปภาพแทนชื่อร้าน เนื่องจากคนสมัยยุคกลางมีน้อยคนที่จะอ่านออกเขียนได้นั่นเอง

แม้ร้านค้าต่างๆ จะน่าแวะแค่ไหนแต่คืนนี้จะโอ้เอ้ไม่ได้เพราะพรุ่งนี้ฉันต้องออกเดินทางแต่เช้า เนื่องจากเมืองซาลส์บูร์กมีกฎประจำเมืองข้อใหม่ประกาศออกมาว่ารถบัส รถทัวร์ ต้องออกก่อน 8 โมงเช้า และหยุดวิ่งตอน 6 โมงเย็น…

โรงแรมที่ฉันพักอนุญาตให้พาสัตว์เลี้ยงเข้าไปพักด้วยกันได้แต่ห้ามทำเลอะเทอะโดยเด็ดขาด ยามเช้าก่อนที่ฟ้าจะสว่างฉันจึงลงลิฟท์ของโรงแรมมาพร้อมกับเจ้าสุนัขพันธุ์แจ็ครัสเซลอ้วนปี๋ซึ่งลากเจ้าของพุ่งตัวเข้าหาพุ่มไม้แรกที่มันเห็นทันทีคงจะอั้นมาทั้งคืน

วันนี้เป็นนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางท่องไปในยุโรปตะวันออกเวลา 1 วัน ก่อนที่ฉันจะกลับแผ่นดินเกิด โปรแกรมจึงเป็นการเที่ยวชม ‘กรุงเวียนนา’ ศูนย์กลางอำนวยการของจักรวรรดิออสโตฮังกาเรียน และที่พลาดไม่ได้คือการไปชมพระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn)

‘คุณมาริอุส’ ไกด์ประจำสถานที่รอฉันอยู่แล้ว เมื่อปรับจูนเครื่องขยายเสียงและหูฟังให้คลื่นตรงกันเราก็พร้อมที่จะท่องไปในโลกแห่งความหรูหรา เนื้อเพลง ‘นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง ที่ฉันปองมาสู่…’ ดังขึ้นในหัวทันทีที่ฉันเห็นอาคารสีเหลืองหลังใหญ่

บนทางเดินปูพื้นด้วยไม้สนตัดเป็นรูป 6 เหลี่ยมและขัดจนเรียบสนิทเดินไม่มีสะดุดไกด์เริ่มต้นอธิบายว่าพระราชวังเชินบรุนน์เป็นพระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า

“เนื่องจากทาสีเหลืองจึงเป็นที่มาของชื่อเฉดสี ‘สีเหลืองเชินบรุนน์’” ผู้นำทางเล่าถึงเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ

พระราชวังแห่งนี้เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบร็อคโคโคที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรีย

 

“ที่นี่ยังใช้เทียนอยู่ เทียนแต่ละเล่มจะมีน้ำหนักพอดีที่จะจุดตอนเช้าและดับในตอนเย็น แชนเดอร์เลียคริสตัลช่วยขยายแสงขึ้นอีกหลายแรงเทียน จำนวนเทียนที่ใช้ทั้งหมดต้องใช้พนักงานจุดถึง 250 คน ทีเดียว”

 

พระราชวังสไตล์ร็อคโคโคนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกโยฮันน์ เบียนฮาร์ค ฟิซเซอร์ฟอน เอียร์ลาค และ นิโคเลาส์ ปาดาซซี โดยสีทองที่ใช้ในการตกแต่งเป็นทองคำ 24 กะรัต ทั้งสิ้น ภายในมีห้องที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่อลังการของราชวงศ์ฮัปสเบิร์ก เป็นต้นว่าห้องต้อนรับทูตานุทูต ห้องจัดแสดงพิธีอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ ห้องทรงงาน ห้องบรรทม ห้องแกลลอรี่ ห้องมิลเลี่ยนหรือเรียกว่าห้องเงินล้าน ประดับด้วยไม้แดง (rose wood) ในสไตล์ร็อคโคโค และที่งดงามเป็นสำคัญคือห้องไชนีสที่ใช้งานปักแบบจีนประดับเต็มฝาผนังจนราวกับเป็นวอลเปเปอร์ทีเดียว ในสมัยนั้นบ้านไหนที่มีเครื่องเรือน หรืองานฝีมือจากเอเชียจะถือว่ามีความมั่งคั่ง

ฉันเห็นว่าตามทางเดินจะมีแจกันใบยักษ์ตั้งอยู่เป็นระยะคุณไกด์อธิบายว่า เขาไม่ได้เอาไว้ใส่ดอกไม้แต่อย่างใด เพราะหน้าที่ของมันคือ ‘ฮีตเตอร์’ และที่น่าตื่นเต้นคือด้านหลังของกำแพงเป็นช่องทางลับกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้เป็นช่องทางสัญจรของข้าราชบริพาน และคอยมาเติมฟืนให้เครื่องทำความร้อนหรือเป็นเส้นทางที่ชายหนุ่มจะแอบไปหาหญิงสาวด้วย

 

“ดูภาพสุนัขที่กำลังเล่นกันก็สื่อถึงอำนาจของพระนางมาเรีย เทเรซ่า ด้วยโดยดูจากเจ้าตัวผูกโบว์สีฟ้าที่ทำท่าข่มอีกตัวที่เป็นสุนัขของพระสวามี” ไกด์อธิบายภาพสุดท้ายก่อนจากกัน

 

แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะแสดงถึงความมั่งคั่งความมีอำนาจของจักรพรรดินี แต่เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์พระนางก็ไม่ทรงเสื้อผ้าสีอื่นอีกเลยนอกจากสีดำ ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่านอกจากเรื่องการเมืองหรือความมั่นคงของชาติแล้วทั้ง 2 พระองค์ ต้องมีความรักให้กันมากโขอยู่

พระราชวังเชินบรุนน์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในค.ศ. 1996 ในฤดูร้อนดอกทิวลิปถึง 3 ล้านหัว ที่ทางพระราชวังสั่งมาประดับบริเวณน้ำพุด้านหน้าจะพร้อมใจกันบานสวยงามมาก ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนในพระราชวังสีเหลืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลเพราะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเช่าพักอาศัย

อาการเมื่อยขบเริ่มเข้ามาเยือนจากพระราชวังฤดูร้อนอันหรูหราฉันเลือกใช้วิธีนั่งรถชมเมืองแทน รถบัสหลังคาเปิดโล่งพาวนไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ เป็นต้นว่า พระราชวังฮอฟบรูก์ (Hofburg palace) กลุ่มอาคารพระราชวังของจักรพรรดิที่ด้านในเป็นโรงเรียนสอนขี่ม้าแบบสเปน หอศิลป์แห่งชาติรัฐสภา โรงละครแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเวียนนา จากนั้นจึงส่งผู้โดยสารทุกคนลงที่ย่าน ช็อปปิ้งบนถนนคาร์ตเนอร์ (Kärntnor straße) หรือเรียกอีกชื่อว่าถนนมาเรียฮิลเฟอร์ (Mariahilfer straße)

รถชมเมืองก็ช่างเข้าใจหาที่จอดส่งคนจริงๆ ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะเป็นการเดินเล่นเพื่อฆ่าเวลารอไปสนามบินก็กลายเป็นว่าสถานการณ์ทางการเงินแทบตกอยู่ในสภาวะล้มละลายทีเดียว ข้าวของน่าสนใจของเขาเยอะจริงๆ กว่าจะพาตัวออกมาจากแหล่งช็อปปิ้งได้ท้องฟ้าก็ประดับด้วยดวงดาวเสียแล้ว แต่แปลกมากทั้งที่ยังหัวค่ำแท้ๆ แต่เวลานี้ถนนกลับว่างเปล่าจนฉันใจเสียว่าจะหารถไปทันเช็คอินที่สนามบินหรือไม่

 

“มีเหตุการณ์ประท้วงขอขึ้นค่าแรงที่รัฐสภาเพื่อความปลอดภัยจึงปิดถนนสายนี้เสีย” เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดถนนเล่า

 

ปัญหาปากท้องชาวบ้านนี่เป็นทุกประเทศมีไม่แตกต่างกันเลย แต่ไม่ทราบจะมีข้าวกล่องแจกแบบที่บ้านเราหรือเปล่า โชคดีที่ภาครัฐและฝ่ายประท้วงเจรจากันสำเร็จโดยไวฉันจึงมายืนหอบที่หน้าเคาท์เตอร์ของสายการบินอย่างทันท่วงที

การเดินทางที่ว่าเป็นดวงตาของนักเขียนนั้นเห็นจะเป็นความจริง ฉันได้พบเจอผู้คนมากมากทั้งคนดีมีน้ำใจและคนที่หลอกลวง ได้พบภูมิประเทศที่งดงามและความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนท้องถิ่น ฉันบันทึกทุกสิ่งที่เห็นลงในสมุดเล็มเล็ก สายลมโชยผ่านหน้าต่างห้องกลิ่นหอมจากถุงลาเวนเดอร์ลอยมาบางๆ คล้ายเสียงกระซิบเตือนจากดินแดนแห่งความฝัน ‘อย่างลืมฉันนะสาวน้อ

comments

0 Comments
Share

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม นายอินอะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ประเภทสารคดีเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่อยากเขียนสารคดีเกี่ยวกับอาหารและแหล่งที่มาบ้าง