maTravel

เสียงเพรียกจากยุโรปตะวันออก (ฮังการี) ตอนที่ 1

%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1

ข้าวหนม


ฉันเป็นคนที่ไม่ถูกโรคกับความหนาวเย็นอย่างยิ่งแล้วนี่อะไรกัน? ฉันอยู่บนเครื่องบินที่กำลังหันหัวสู่ประเทศออสเตรีย ‘คงเป็นเพรียกจากบางสิ่ง…ที่นั่น’ ฉันสรุปความคิดกับตนเองแบบง่ายๆ ตามประสาคนที่ไม่ชอบวุ่นวายกับความคิดอันซับซ้อน

เจ้านกเหล็กร่อนลงที่สนามบินนานาชาติกรุงเวียนนาเอาตอนเช้ามืดผู้คนเบียดเสียดเข้าแถวกันยาวเฟื้อยเพราะจุดตรวจคนเข้าเมืองเล็กมากและมีเพียงสองแถว โชคดีที่อย่างน้อยก็ทันได้รับการทักทายจากแสงอรุโณทัยแรกบนแผ่นดินยุโรป

 

แม้จะลงเครื่องที่ออสเตรียแต่ยังหรอกนะฉันจะยังไม่ตะลุยเวียนนาในวันนี้ฉันจะเก็บเธอไว้เป็นลำดับสุดท้าย…

 

เมื่อกระเป๋าสีดำติดสติ๊กเกอร์คุ้นตาเคลื่อนออกมาจากรางเลื่อนของสายการบิน ฉันจึงพร้อมที่จะมุ่งหน้าสู่ประเทศฮังการี โชคดีที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์การจราจรจึงคล่องตัวมากถึงมากที่สุดเนื่องจากเป็นวันหยุดของบรรดาสิงห์รถบรรทุก สองข้างทางเป็นทุ่งข้าวสาลีสุดลูกหูลูกตา ป้ายบอกทางเริ่มมีภาษาแปลกๆ ที่เราไม่คุ้นตาเป็นสัญญาณว่าเราเข้าใกล้พรมแดนฮังการีแล้ว

ภาษาฮังการีได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่ยากมากที่สุดในโลกภาษาหนึ่ง เพราะมีจุดผสมผสานของหลายเผ่าพันธุ์ โดยในศตวรรษที่ 1-5 ถูกปกครองโดยอาณาจักรโรมันซึ่งเข้ามาหาแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะแร่เงิน และในที่สุดก็ถูกลดทอนอำนาจลงโดยชาวฮั่น ซึ่งนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่าคำว่าฮังการีก็มาจากคำว่าฮั่นนี่เอง ชาวฮั่นครอบครองดินแดนฮังการีจนกระทั่งอีก 300-400 ปีต่อมา อำนาจก็ผ่องถ่ายให้กับเผ่าแมกยาร์ (Magyars) ที่นำโดยเจ้าชายอาร์ปาด (Arpad) ก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นในศตวรรษที่ 9 แต่ต่อมาก็พ่ายแพ้ให้กับกษัตริย์อ๊อตโตแห่งเยอรมัน

แม้กระทั่งกุ๊บไลข่านและเติร์กก็ยังเคยเข้ามาปกครองอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะถูกกองทัพออสเตรียโจมตีกลับไป ด้วยเหตุนี้ประเทศฮังการีจึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก แต่ถึงแม้จะมีความซับซ้อนทางภาษาแต่เราก็มีคำที่ใช้กันบ่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัวนะเช่น คำว่า ‘ฮัลโล’ และ ‘ฮูเร’ อย่างไรล่ะ

ในที่สุดก็มาถึงฮังการี บ้านเมืองในยุคค.ศ.1950 ให้ความรู้สึกดิบเถื่อนขาดความประณีตตามประสาเมืองหลังสงครามที่ต้องสร้างด้วยความเร็วมากกว่าสวยงาม   จุดหมายแรกของเราคือหมู่บ้านศิลปะริมแม่น้ำดานูป ‘เซนต์เทนเดอร์’ (Szentender) ใครบางคนเปรียบเทียบว่าหมู่บ้านเล็กๆ นี้อารมณ์ไม่ต่างจากไปเที่ยวเชียงคานเท่าไรนัก ทำให้ฉันฟังแล้วอดค้อนไม่ได้

นอกจากขายงานศิลปะแล้วเซนต์เทนเดอร์ยังแออัดไปด้วยเหล่ากูรู คือพวกที่หันเหจากศาสนาดั้งเดิมของตนเข้าสู่ปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะนิกายมหายานมีศึกษากันจนมีภูมิความรู้ในระดับหนึ่งจึงมาเปิดสำนักสอนการนั่งสมาธิกันเกลื่อนเมือง

พื้นถนนปูด้วยหินก้อนเล็กๆ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จึงห้ามไม่ให้นำรถเข้ามา ฉันเลยเดินเสียเพลินเชียวละ บ้านบางหลังที่อยู่ในเขตค้าขายเพื่อไม่ให้เสียโอกาสจึงเปิดหน้าร้านเสียเลย ฉันเป็นคนที่แพ้ทางให้กับสินค้าประเภทของทำมือกระจุกกระจิกจึงวิ่งเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ให้วุ่นไปหมด ร้านขายถุงเครื่องหอมกรุ่นกลิ่นลาเวนเดอร์ก็น่ารัก แม็กเน็ตที่วาดภาพกันสดๆ ก็น่าซื้อ งานฝีมือภาพปักก็สวยงาม รวมถึงตับห่านและพริกที่เป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อของที่นี่

“พริกขายด้วยเอาไว้ไล่แม่มดด้วย” คุณพี่เจ้าของร้านขายพริกอธิบายความเชื่อของเธอ

 

แสงแดดยามบ่ายของเมืองริมน้ำอบอุ่นสบาย หลายๆ คนจึงจูงสัตว์เลี้ยงออกมาเดินช็อปปิ้งกัน ฉันแวะทักทายกับเจ้าตูบที่เอียงคอมองสาวเอเชียกลิ่นไม่คุ้นด้วยความสนใจ และเมื่อเดาะลิ้นเรียกเท่านั้นล่ะ เจ้าสี่ขาก็ละเลงลิ้นเสียทั่วใบหน้าของฉันทีเดียว

 

“เขากำลังหิว” เจ้าของสุนัขหยอกยิ้มๆ

 

ว้าย ! งั้นไปดีกว่า กลิ่นพิซซ่าจากร้านข้างทางหอมจนแทบลอยตามกลิ่นเข้าไปแบบในการ์ตูนเชียวล่ะ แวะชาร์จพลังก่อนเข้าเมืองหลวงบูดาเปส (Buda-Pest) เสียหน่อยก็เข้าทีนะ

เรามักจะเรียกเมืองหลวงของฮังการีแบบเหมารวมว่า ‘บูดาเปส’ แต่ที่จริงแล้วแม่น้ำดานูปได้แบ่งแผ่นดินออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งเมืองบูดา ที่หมายถึง น้ำ เนื่องจากมีน้ำพุร้อนหลายแห่ง และเมืองเปส ที่แปลว่า ที่ราบต่อมาทั้งสองเมืองจึงได้รวมตัวกันเป็นกรุงบูดาเปสใน ค.ศ. 1873

และขณะนี้ที่ฝั่งบูดาฉันกำลังยืนชื่นชมจัตุรัสวีรบุรษ (Hero’s square) รูปปั้นของนักรบเผ่าแมกยาร์ทั้ง 7 เผ่าต่างยืนด้วยท่วงท่าอันทระนงนับเป็นความภูมิใจของชาวฮังกาเรียนที่ประเทศอันเป็นแผ่นดินเกิดมีอายุถึง 2,000 ปี แล้วหลายคนวางดอกไม้ หลายคนวางพวงหรีด และยืนนิ่งอย่างไว้อาลัยที่หน้าอนุสาวรีย์เพื่อแสดงความสำนึกขอบคุณบรรพบุรุษของพวกเขาในการลงหลักปักฐานและสร้างแผ่นดินฮังการีขึ้นมาเห็นแล้วก็ชวนให้ฉันนึกถึงบรรพบุรุษที่ปกบ้านป้องเมืองของเราในสมัยโบราณไม่ได้จึงพลอยสงบนิ่งให้ความเคารพไปกับเขาด้วย

 

จัตุรัสวีรบุรุษ

 

จากนั้นก็ข้ามสะพานอลิซาเบธเพื่อไปยังคาสเซิล ฮิลล์ (Castle hill) และ ป้อมชาวประมง (Fisherman’s Bastion) สะพานอลิซาเบธนี้สร้างโดยสถาปนิกชาวซานฟราซิสโก มิน่าเล่ารูปร่างหน้าตาจึงไปละม้ายคล้ายสะพานโกลเด้นเกทอยู่ไม่น้อยที่แท้ก็ได้รับอิทธิพลกันมานี่เอง

บนป้อมชาวประมงสายลมพัดแรงจนเส้นผมปลิวสะบัดทิวทัศน์จากป้อมยามเมื่อทอดสายตามองลงบูดาเปสต์ยามนี้ช่างบ้านเรือนหลังเล็กราวบ้านตุ๊กตาดูเป็นประกายกลางแดดจ้าคล้ายกับดินแดนแห่งความฝันฉันซึมซับบรรยากาศนั้นไว้ในความทรงจำไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับมาเยือนอีก

บนคาสเซิลฮิลล์นี้ยังมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจซึ่งยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางสถาปัตยกรรมยุคกลาง เป็นต้นว่า วิหารเซนต์แมสเทียสซึ่งเริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ต่อมาบูรณะให้เป็นแบบนีโอโกธิค และ บาร็อค

 

วิหารเซนต์แมสเทียส

 

ด้านข้างกันเป็นอนุสาวรีย์โรคอหิวาตกโรค เป็นอนุสาวรีย์ที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา

แล้วเพราะอะไรจึงต้องสร้างอนุสรณ์ปุ่มๆ ปมๆ นี้ขึ้นมาด้วย?

 

อนุสาวรีย์โรคอหิวาตกโรค

 

นั่นเป็นเพราะว่าสมัยก่อนยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ คนในยุคนั้นจะใช้วิธีบูชาและถ่ายเลือดซึ่งแน่นอนว่าไม่หาย โรคอหิวาต์จึงได้ฆ่าคนคนตายไปเกือบครึ่งเมือง อนุสาวรีย์นี้จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าบ้านเมืองนั้นต่อสู้จนผ่านพ้นโรคร้ายนี้มาได้ไม่เพียงแค่ฮังการีเท่านั้นที่มีการสร้างอนุสาวรีย์แบบนี้ แต่มีกระจายตัวทั่วยุโรปทีเดียวนักท่องเที่ยวจากดินแดนต่างๆ ในยุโรปจึงมาถ่ายรูปกับอนุสรณ์สถานนี้ไม่น้อยทีเดียว

 

“เอ้า! นี่ตาทำไมช้าจัง” เสียงคุณยายนักท่องเที่ยวชาวเดนมาร์กเร่งสามีหลังโพสต์ท่ารอถ่ายรูปอยู่นาน

 

“โธ่! ก็ไอ้ไอผ่งไอแพดนี่ก็เพิ่งเคยใช้ครั้งแรกนี่นา” คุณตาพยายามคลำหาปุ่มชัตเตอร์ และสุดท้ายจึงตัดสินใจขอให้ฉันช่วยชี้ให้ดูพร้อมกับขอถ่ายรูปคู่ให้เสียเลย

 

เรื่องคนสูงวัยกับเทคโนโลยีนี่ไม่ว่าบ้านเมืองไหนก็เป็นไม้เบื่อไม้เมาไม่ต่างกันเลย ฉันยิ้มอย่างนึกเอ็นดูนักท่องเที่ยวอาวุโส ก่อนจะเดินลัดเลาะไปออกทางประตูอีกด้านเพื่อต่อรสบัสไปชมป้อมซิตาเดลลา (Citadella) ซึ่งเป็นอนุสรณ์ที่ออสเตรียสร้างขึ้นเพื่อแสดงชัยชนะเหนือฮังการีแม้ใครๆ จะชื่นชมว่าทิวทัศน์บนเนินเกลเลิรต์ (Gellert hill) อันเป็นที่ตั้งของป้อมนั้นแสนจะโรแมนติก แต่เมื่อนึกถึงสงครามอันเป็นเครื่องมือของปีศาจมันกลับทำให้ฉันเศร้าใจอย่างยากจะกล่าว

หลังจากเดินมาทั้งวันแล้ว เห็นทีต้องหาที่นั่งเพื่อพักน่องที่เริ่มจะตึงเปรี๊ยะสักหน่อย ซึ่งคงไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าการนั่งเรือชมแม่น้ำดานูปอีกแล้ว

แม่น้ำแสนงามนี้มีความยาวที่สุดในสหภาพยุโรป มีจุดเริ่มต้นที่ป่าดำทอดตัวยาวผ่านประเทศต่างๆ ถึง 10 ประเทศ ด้วยกันก่อนจะไหลลงสู่ทะเลดำ ผิวน้ำจัดว่าสวยสะอาดเป็นริ้วพรายคลื่นด้วยลมแรง ฉันไม่ใช่คนเมาเรื่อแต่เป็นคนขี้หนาวจึงเดินเข้าเดินออกห้องกระจกบนเรือเพื่อคลายหนาวเป็นระยะๆ

เรือล่องช้าๆ ผ่านสถานที่และสะพานที่มีความสำคัญ เช่น สะพานอลิซาเบธที่เคยเล่าผ่านไปแล้ว สะพานมาการ์เรต ที่กุลสตาฟ ไอเฟล เป็นผู้สร้างสะพานที่มีโครงสร้างและหน้าตาดูคล้ายหอไอเฟลนะ แต่ไม่ยักจะมีข่าวคนโวยวายเดียดฉันท์แบบเมื่อคราวสร้างหอไอเฟลเลย สะพานเหล็กนี้เชื่อมระหว่างฝั่งบูดากับฝั่งเปสต์และเกาะมาการ์เรตเข้าไว้ด้วยกัน เดิมเกาะมาการ์เรตเป็นที่ตั้งของสำนักนางชี แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นสวนสาธารณะอันร่มรื่นที่ใครต่อใครไปพักผ่อนกัน

และเมื่อเรือแล่นผ่านอาคารรัฐสภา (Parliament) ฉันแทบลืมหายใจเมื่อเห็นสถาปัตยกรรมแบบกอธิคที่ได้ชื่อว่าใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในโลก ได้ยินว่าเวลาทำความหินที่เป็นโครงสร้างหลักของตึกนี่ต้องใช้แสงเลเซอร์กันเลยทีเดียว

อาคารรัฐสภา

 

การเดินทางที่ไม่เร่งรีบในเส้นทางชวนฝัน ผ่านบ้านเรือนที่สวยงาม แสงแดดยามเย็นที่นั่งผิงอยู่ช่วยให้ฉันอบอุ่นพอที่จะเคลิ้มหลับไปหน่อยหนึ่งเพื่อออมพลังงานไว้สำหรับต่อสู้กับอาหารพิเศษในมื้อเย็น เมื่อเรือเข้าเทียบท่าพนักงานบนเรือพากันออกมายืนส่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและรอต้อนรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ด้วยใจยินดี ฉันทิ้งภาพเรือสำราญนั้นไว้เบื้องหลังก่อนจะมุ่งหน้าสู่ย่านชุมชมเพื่อลองรับประทานอาหารพื้นเมือง

ย่านชุ่มชนที่ฉันมาตามหาร้านอาหารพื้นเมืองนั้นเป็นย่านที่เรียกว่า ‘เก็ตโต’ (ghetto) สมัยก่อนพวกนาซีใช้เป็นเขตกักกันชาวยิว ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งชุมชนที่ค่อนข้างแออัด ฉันมาถึงในย่านเก็ตโตเอายามที่ท้องฟ้ามืดแล้วที่พักอาศัยปิดประตูเงียบ มีเพียงร้านอาหารผับบาร์เท่านั้นที่ยังมีแสงไฟรอรับนักเที่ยวราตรีอยู่

ชาย 2 คน ยืนพิงกำแพงคนหนึ่งพ่นควันบุหรี่เป็นทางยาว คนหนึ่งทำให้มันกระจายตัวออกเป็นวงยามที่ฉันเดินผ่านและเหล่มองฉันที่ดูต่างเชื้อชาติอย่างไม่น่าไว้วางใจ จนฉันอยากรีบไปจนตรงนี้ให้เร็วที่สุด แวบหนึ่งนั้นอดคิดไม่ได้ว่าคิดผิดหรือเปล่าที่ออกมาตะลุยในยามค่ำคืนเช่นนี้ แต่ร้านอาหารโรเซ่ (Rose´’s restaurant) ก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว

เมื่อประจำโต๊ะเรียบร้อย ‘กูหลาด’ (Gulyds) ก็ถูกยกมาเป็นอาหารจานอุ่นเครื่อง แรกสุดฉันอดติติงไม่ได้ว่ามันย่องเชียว หากเมื่อเข้าปากไปแล้วฉันถึงกลับนิ่งค้างอยู่ชั่วขณะ คำว่า‘อร่อย!’ ดังก้องในหัว ไม่เลี่ยนอย่างที่คิดไว้ การเคี่ยวน้ำซุปร่วมกับเนื้อและผัก อย่างแครอท มันฝรั่งและมะเขือเทศ เข้มข้นกลมกล่อมเข้ากันได้ดี ยิ่งรับประทานกับขนมปังยิ่งเพลินจนเกือบเกือบลืมว่าเป็นเพียงจานเรียกน้ำย่อย

กูหลาด

เมื่อกระเพาะของฉันอบอุ่นดีแล้วพนักงานจึงเสิร์ฟจานหลักเป็นแซลมอนชิ้นโตอบซ้อสกระเทียมและผักโขมวางเบาๆ มาบนพาสต้านุ่มหนึบโรยด้วยต้นอ่อนจากเมล็ดแฟลก ออกขมหน่อยแต่ช่วยให้มีกลิ่นหอมดี เนื้อปลาชิ้นงามสดเสียจนไม่ต้องหมักหรือปรุงอะไรให้เสียรสเลย รสหวานธรรมชาติของเนื้อปลานั่นละเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้วเมื่ออยู่บนจานนี้

นักไวโอลินประจำร้านเข้ามากระซิบถามอย่างสุภาพว่าต้องการฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เมื่อฉันไม่มีคำตอบใดให้ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเขาจึงจะเล่นเพลงบลู ดานูป ที่ประพันธ์โดยโยฮัน สเตราซ์ เพื่อขับกล่อมในค่ำคืนนี้ เสียงไวโอลินเสียดแทงหัวใจผสานกับเสียงรัวแว่วหวานของของคลิมบาลอม (Cymbalom) เครื่องดนตรีพื้นเมืองชวนให้ประทับใจ

อาหารมื้อนี้จบลงที่ของหวานเป็นขนมปังชุบช็อกโกแลตเข้มขมชุ่มโชกประดับด้วยใบสะระแหน่และโฟมวิปครีม โรยผงซินนาม่อนมาเล็กน้อยช่วยให้อารมณ์ดี กระเพาะน้อยๆ ของฉันยิ้มอย่างเปี่ยมสุข

เมื่อออกจากร้านอาหารกันชาย 2 คน ยังยืนสูบบุหรี่อยู่ที่เดิม คุณเจ้าของร้านคงสังเกตเห็นอะไรบางอย่างจึงตามออกมาส่งฉันจนถึงถนนใหญ่และขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อย ฉันกล่าวคำขอบคุณด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ คืนนั้นไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความเหนื่อยหรือความอิ่ม ฉันหลับรวดเดียวโดยไม่ฝัน

 

(ต่อตอนหน้า)

comments

0 Comments
Share

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม นายอินอะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ประเภทสารคดีเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่อยากเขียนสารคดีเกี่ยวกับอาหารและแหล่งที่มาบ้าง