maTravel

เสียงเพรียกจากยุโรปตะวันออก (ปราก) ตอนที่ 2

%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2

ข้าวหนม


สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับนักเดินทางที่ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาเป็นคู่ หรือมาเป็นกลุ่ม นั่นคือ ‘ความตรงต่อเวลา’ และสำหรับโรงแรมมื้ออาหารเช้าจะเริ่มตอน 6.30 น.ของทุกวัน ซึ่งหากสายแผนการทุกอย่างจะต้องคลาดเคลื่อนเพราะรถประจำทางของที่นี่มีการกำหนดตารางเวลาไว้อย่างชัดเจน


โชคดีที่ฉันเป็นคนตื่นเช้า จึงพอมีเวลาที่จะอ้อยอิ่งอาหารมื้อเช้าได้บ้าง โดยเฉพาะกับชีสพื้นเมืองฮังการีทั้ง 3 ชนิดตรงหน้า นิสัยอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิงบังคับให้ฉันรวบรวมความกล้าหาญไปถามถึงที่มาของชีสรสเยี่ยมพวกนั้นจากผู้จัดการห้องอาหารของโรงแรม ‘คุณสตีฟ’ (IstvánRácz) ช่างแสนดีกระตือรือร้นที่จะอธิบายมากๆ ว่า

Trapistasajt” ชีสพื้นเมืองฮังกาเรียนเป็นชีสแบบกึ่งแข็ง (semi-hard milk cheese) เป็นสูตรลับที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 คิดค้นโดยพระที่เดินทางจากบอสเนียมายังฮังการี Óvártéjsajt เป็นชีสตามฤดูกาลก็ว่าได้เพราะบางทีจะผสมกระเทียม บางทีก็ผสมยี่หร่า และ FústóltIcaraváusajt ชีสรมควันซึ่งเป็นการรมควันแบบธรรมชาติในห้องอบควันเป็นเวลา 5-8 ชั่วโมง

Trapistasajt เป็นชีสที่มีรูเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งก้อนรสชาติออกหวานอ่อนๆ แต่ถ้าชิมให้ดีจะพบว่ามีความขมเจือปนอยู่เล็กน้อย คุณสตีฟพยักหน้าและอธิบายเพิ่มว่าถ้าจะให้อร่อยที่สุดต้องรับประทานกับผลไม้หรือไวน์ ถ้าเป็นอาหารคาวก็ต้องอุ่นให้เยิ้มๆ แล้วราดหน้ามาบนเนื้อจะเลิศมาก

ส่วน Óvártéjsajt รสชาติออกฉุนขึ้นจมูกไปหน่อยคงเป็นเพราะสูตรผสมกระเทียม ซึ่งฉันไม่ค่อยปลื้มนัก ส่วน FústóltIcaraváusajt มีกลิ่นหอมควันบางๆ อวลอยู่ในปากเสริมให้รสชาติของชีสเยี่ยมขึ้นจริงๆ ฉันจับมือกับคุณผู้จัดการยอดเยี่ยมตรงหน้าอย่างแนบแน่นด้วยความขอบคุณในมิตรภาพนอกเหนือจากความรู้ที่เขามอบให้

หลังออกจากโรงแรมฉันแวะไปหาซื้อขนมหวานไว้เป็นเสบียงกรังระหว่างทางที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ แต่ทางร้านต้องการเพียงเงินโครนฉันจึงจำใจต้องจากมา หวังไปตายดาบหน้าที่เมืองบราติส ลาวา (Bratislava) แล้วกัน

บราติส ลาวาเป็นเมืองหลวงของประเทศสโลวัก เป็นเมืองเล็กๆ ที่ห่างจากฮังการีเพียง 200 กิโลเมตร แต่ตามกฎหมายจำกัดความเร็วและกำหนดให้ต้องพักรถเพื่อความปลอดภัยของคนขับและผู้ร่วมทาง ฉันจึงต้องแวะเข้าห้องน้ำที่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่เป็นระยะริมทาง แต่การเข้าห้องน้ำของที่นี่ไม่ใช่ว่าจะเข้าได้ฟรีแบบบ้านเรานะ ต้องจ่ายเงินคนละ 0.5 ยูโรด้วย

เมื่อหย่อนเหรียญลงไปในเครื่องอัตโนมัติและรับใบเสร็จ ประตูก็จะเปิดผ่างออกให้เราเข้าไปทำธุระ แต่ก็โอ้เอ้อืดอาดไม่ได้เพราะมีกำหนดเวลาไว้ด้วยประมาณ 10 นาที ไฟก็จะดับโดยอัตโนมัติเป็นไล่แบบสุภาพว่าให้รีบออกไปได้แล้ว ส่วนใบเสร็จนั้นนำไปเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตได้

ที่เมืองเล็กๆ นี้ฉันนัดเวลารับประทานอาหารเที่ยงไว้กับร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าระเบียบจัดที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ยังเหลือเวลานัดอีกมากจึงไปเดินเล่นในเขตเมืองเก่าริมแม่น้ำดานูป วันนี้อุณหภูมิเพียง 18 องศาเซลเซียส อากาศสบายๆ เดินกำลังสนุกเชียว ใบไม้ที่นี่ยังเปลี่ยนสีเท่าไรดอกไม้ยังสดสวยอยู่ ชาวเมืองบางคนออกมานั่งละเลียดกาแฟ บางคนปั่นจักรยานริมน้ำ แต่ที่ขาดไม่ได้ต้องเห็นทุกที่คือคนที่จูงสุนัขออกมาเดินเล่น ซึ่งติดสายจูงกันอย่างมีระเบียบและไม่ทำเลอะเทอะเลย

บ้านเรือนที่มีลักษณะแบบอาคารพาณิชย์แต่ละหลังทาสีสันสดใสอย่างกับสีลูกกวาดเชียว ฉันเห็นข้างหน้ามีฝรั่งกลุ่มใหญ่กำลังมุงอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้เสียชื่อ ‘ไทยมุง’ จึงเบียดเสียดเข้าไปดูด้วย ที่แท้เขาเป็นนักท่องเที่ยวที่กำลังล้อมวงกันฟังมัคคุเทศก์ของเขาอธิบายว่าอาคารเล็กๆ ตรงหน้านั้นเคยเป็นที่พำนักของโมสาร์ทคีตกวีชื่อก้องโลกนั่นเอง

คุณลุงคุณป้านักท่องเที่ยวใจดีอนุญาตให้ฉันรวมกลุ่มไปชมจัตุรัสใจกลางเมือง (Main square หรือ Market square) ด้วยกันได้ จึงโชคดีที่ได้เห็นอาคารศาลากลางหลังเก่าที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นศาลากลางที่เก่าที่สุดของประเทศเชียว บริเวณใกล้กันยังมีโรงโอเปร่าของเมืองและสถานทูตของชาติต่างๆ อยู่ด้วย จากนั้นยังพาซอกซอนตรอกเล็กๆ ไปชมวังสีชมพูที่ต่อมากลายเป็นที่พำนักของคหบดีในเมือง ใกล้ถึงเวลานัดกับร้านอาหารจำต้องลาจากฉันจึงมอบถุงลาเวนเดอร์เล็กๆ ให้เพื่อนใหม่ต่างวัยเพื่อแทนคำขอบคุณ

ร้านเรสตัวราเซีย ฮราด (Restaurácia HRAD) เป็นร้านอาหารเล็กๆ ในบริเวณปราสาทบราติช ลาวา (Bratislava castle) ซึ่งนั่งรถรางขึ้นเขามาเพียงหนึ่งอึดใจเท่านั้น ข้างทางที่รถรางผ่านมักพบบ้านที่ตัวบ้านกับส่วนฐานของบ้านดูไม่ค่อยเข้ากัน เนื่องเพราะประมาณศตวรรษที่ 16 มีการทลายกำแพงเมืองเก่าออกจนหมดแล้วสร้างบ้านขึ้นบนฐานของกำแพงแทน และคงเหลือเพียงประตูเมืองเก่าเท่านั้นที่ชาวเมืองยังเก็บรักษาไว้ให้เป็นรอยเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบัน

รถรางนิ่งสนิทที่หน้าปราสาทรั้วทึบสูงจนมองไม่เห็นความเป็นไปข้างใน เมื่อเดินผ่านประตูเหล็กเข้าไปแล้วจึงพบปราสาทหลังใหญ่ดูขรึมจนน่าเกรงขาม ตามประวัติเล่าว่าจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า ทรงชื่นชอบทิวทัศน์ของที่นี่มากจึงได้มาสร้างปราสาทเอาไว้ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสโลวัก (Slovak National Museum)

เจ้าหน้าที่ของร้านเรสตัวราเซียมารออยู่แล้วและนำฉันไปที่โต๊ะ เมื่อความตื่นเต้นคลายตัวและลดความขยุกขยิกลงพนักงานจึงเริ่มเสริฟ จานแรกเรียกน้ำย่อยเป็นสลัดผักสดในท้องถิ่นเคียงกับไข่ต้มและแฮมเค็มราดน้ำมันมะกอกชุ่มฉ่ำ ฉันแอบสังเกตโต๊ะข้างเคียงที่มาเป็นหมู่คณะพนักงานจะรอจนพนักงานจะรอจนทุกคนรับประทานกันเสร็จเรียบร้อยดีแล้วจึงมาเสิร์ฟจานต่อไปโดยเริ่มจากสุภาพสตรีก่อนตามลำดับความอาวุโสแล้วจึงเป็นคิวของสุภาพบุรุษและเด็ก

โอ้ยแย่จริง! เผลอตัวเหลียวหน้าเหลียวหลังอีกแล้ว มิน่าล่ะพนักงานจึงทำท่าเก้ๆ กังๆ เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ความเรียบร้อยอีกครั้งพนักงานจึงนำจานหลักเข้ามาเสิร์ฟเป็นอกไก่อบราดซอสกระเทียมและมันฝรั่งทอดแบบเฟรนฟราย เพราะความที่ต้องนั่งกินแบบตัวเกร็งฉันจึงรู้สึกว่าความสดอร่อยของอาหารนั้นลดลงถึงครึ่งหนึ่งทีเดียวแต่ก็ถือว่ามาลองดูบรรยากาศพิธีการ แต่จานที่ช่วยกอบกู้ความอร่อยได้เห็นจะเป็นของหวานหน้าตาน่ารักไอศกรีมเชอร์เบทรสพีชที่มีเนื้อพีชนิ่มๆ เพิ่มรสสัมผัสเข้ามาด้วย ซอสพีชข้นๆ ทำให้ขนมตรงหน้ากลายเป็นเกล็ดหิมะเย็นๆ ที่ทั้งหวานทั้งหอมชื่นใจจริงๆ

 

ทิวทัศน์จากมุมสูงของปราสาทเห็นเมืองน้อยริมฝั่งมาน้ำดานูปเริ่มมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โครงการก่อสร้างตึกสูงต่างๆ กำลังผุดขึ้น แต่ใจยังชื้นเมื่อมองเห็นส่วนที่เป็นป่าเขียวยังแน่นขนัดฉันได้แต่ภาวนาว่าอย่างให้โรงงานอุตสาหกรรมมากล้ำกรายธรรมชาติงดงามนี้เลย

มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปอีก 4 ชั่วโมง ฉันก็ได้มาชมดวงจันทร์สุกสกาวที่กรุงปราก (Prague) สมใจ…

เนื่องจากต้องอยู่ที่ปรากถึง 2 คืน ฉันจึงเลือกที่จะพักโรงแรมท้องถิ่นซึ่งเป็นบูติค โฮเทล ดูบ้างซึ่งในเรื่องความสะอาด และการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับแขกที่มาพักก็ไม่เลวทีเดียว หลังรับประทานมื้อเช้าแบบบุฟเฟต์ของโรงแรมยังพอมีเวลาราว 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะถึงเวลานัดกับไกด์ท้องถิ่นที่ทางโรงแรมช่วยจัดหาให้ ฉันจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นชมเมืองดีกว่า

ช่วงเวลา 6 โมงเช้า คงยังไม่ใช่เวลาตื่นของเมืองสินะ ทั้งเมืองเงียบเชียบร้านรวงส่วนใหญ่ยังไม่เปิดให้บริการ ฉันลองเดินสำรวจไปจนสุดถนนแล้วเลี้ยวขวาผ่านหน้าร้านไวน์ แกลอรี ที่เพนต์ลายประตูเหล็กม้วนเสียเปรี้ยวจี๊ดสมเป็นเมืองศิลปะ เดินชมใบไม้ที่เปลี่ยนสีเหลืองทองทั้งถนนไปเรื่อย กองใบไม้ที่ทับถมบนที่จอดรถคนพิการแสดงว่าไร้รถยนต์มาจอดเป็นเวลานาน เห็นแล้วแล้วอดนึกชมความมีน้ำใจของเขาไม่ได้ จากร้านไวน์มาเจอร้านชาที่ขายทั้งรสดื่มด่ำอันล้ำลึกและศิลปะของกา สองเครื่องดื่มที่ต่างขั้วแต่กลับมีจุดบรรจบกันที่สุนทรียะในการดื่ม

เดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนถนนตรงหน้ากลายเป็นถนนใหญ่ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วฉันตัดสินใจหันหลังกลับโรงแรม แต่…

 

ที่นี่ที่ไหนกัน!! ฉันหลงทางแล้ว! เอาอย่างไรดี ฉันเดินย้อนกลับมาทางเก่าพยายามนึกหาจุดสังเกตที่ผ่านมา แต่ตึกไหนๆ ก็ดูคล้ายกันไปหมด

         

‘โธ่! ทำไมเป็นคนความจำสั้นอย่างนี้นะเรา’ ฉันนึกโทษตัวเอง

 

กรรมกรที่ออกมาทำงานใช้แรงในยามเช้าบ้างมองเฉยๆ บ้างก็ใช้สายตาจับจ้องสาวเอเชียตัวเล็กที่เดินกลับไปกลับมาจนฉันนึกระแวง พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดและเดินเขาหากลุ่มคนที่กำลังจูงสุนัขออกมาเดินเล่นในสวน อยากขอบคุณป้าและสุนัขคอกเกอร์ขนยุ่งของเธอทั้งคู่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ยินดีเดินมาเป็นเพื่อน เราสื่อสารกันด้วยคำศัพท์ง่ายๆ ด้วยภาษามือ และการวาดรูป

เมื่อสติมาปัญญาก็เกิดฉันกลับถึงโรงแรมได้ด้วยปลอดภัย หญิงสูงวัยและสุนัขของเธอไม่รู้หรอกว่าท่ายกมือพนมของฉันคืออะไร แต่เธอรับรู้ได้ด้วยภาษากายว่ามันคือคำขอบคุณเธอจึงกอดปลอบใจเสียทีหนึ่ง ฉันไม่ลืมที่จะเกาหูเพื่อขอบคุณเจ้าตูบด้วย มันเลียหน้าให้ฉัน 1 แผล่บ ก่อนจะวิ่งส่ายสะโพกไปพร้อมเจ้านายของมัน ถึงเวลานัดกับไกด์ท้องถิ่นพอดี

‘ใช่แน่เหรอ!’ ฉันเลิกคิ้วตาโตเมื่อเห็นไกด์ของตัวเอง ด้วยวัยถึง 70 ปี คุณวราดิเมียร์จึงเป็นมัคคุเทศก์ที่อาวุโสที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยเจอมาแม้เสียงจะแหบพร่าแต่ท่าทางยังกระฉับกระเฉงทีเดียว สาวน้อยเจ้าหน้าที่ของโรงแรมอธิบายว่าประเทศสาธารณะเชกให้ความสำคัญกับคนสูงวัยมาก โดยการรับเข้าทำงานเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเพื่อเป็นทูตทางวัฒนธรรม ทำนองว่ายิ่งแก่ยิ่งเก๋าประสบการณ์ว่าอย่างนั้นเถอะ

 

“ชื่อวราดิเมียร์แต่ไม่ได้เป็นญาติกับประธานาธิปดีรัฐเซียนะ” คุณตาคุยตลกให้ฉันยิ้ม

 

แล้วเราก็ออกเดินทางไปยังจัตุรัสฮราดคานีย์ (Hradcanske square) ที่อยู่ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำวัลตาวา (Valtava river)

 

บริเวณจัตุรัสฮราดคานีย์นอกจากจะเป็นที่ตั้งของสถานทูตต่างๆ แล้วยังเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลสมัยปัจจุบันด้วย ทำเนียบแห่งนี้เป็นพระราชวังเก่า (Prague castle) อันเก่าแก่อายุถึง 1,000 ปี ได้รับการบูรณะในสมัยของพระเจ้าชาร์ลที่ 4 เป็นศิลปะแบบโกธิค ภายในปราสาทแบ่งออกเป็นหลายส่วน ส่วนที่สำคัญคือมหาวิหารเซนต์วิตัส (St.Vitus’s cathedral) ที่เรากำลังจะเข้าไปชมเดี๋ยวนี้แล้ว

เมื่อผ่านอุโมงค์ใหญ่ออกสู่แสงสว่างวิหารใหญ่และงามอลังการก็ตระหง่านอยู่ตรงหน้า สูงใหญ่จนต้องแหงนมองคอตั้งบ่า มีรูปปั้นสัตว์ประหลาดในตำนานประดับอยู่ตามมุมต่างๆ กลางวันก็สวยดีแต่ถ้ามากลางคืนฉันไม่ขอมาคนเดียวนะ

 

“มหาวิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างถึง 600 ปี เชียวนะ” ไกด์ส่วนตัวของฉันเล่า

 

ส่วนที่สร้างเป็นส่วนแรกเริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนกระทั่งสถาปนิกคนแรกเสียชีวิตลง กษัตริย์ชาร์ลที่ 4 จึงส่งปีเตอร์ พาลเลอร์ สถาปนิกคู่ใจให้มาบูรณะเป็นศิลปะแบบโกธิคจนกระทั่งประมาณ ค.ศ. 1930 จึงแล้วเสร็จ

โอโห! นี่เป็นคำเพียงคำเดียวที่ฉันสามารถเอ่ยได้หลังก้าวเข้ามาภายในวิหาร แสงแดดส่องผ่านกระจกสีเป็นประกายมลังเมลือง คุณตาวราดิเมียร์ชี้ให้ดูว่านอกเหนือจากความงามแล้วยังมีภาพทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่คือพิธิราชาภิเษกของกษัตริย์ชาร์ลที่ 4 ด้วย ยังมีภาพวาดเทคนิคเฟรสโก้ (fresco) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของนักบุญจอห์นแห่ง เนโปมุก ผู้ซึ่งยอมตายเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศริตส์ศาสนา และภาพแกะสลักไม้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ 2 นิกาย คือ คาทอลิกและโปแตสแตนท์เห็นฝีมือแล้วไม่แพ้สล่าไม้ทางเหนือบ้านเราเลยทีเดียว

เมื่อเข้ามาในมหาวิหารแห่งนี้แล้วนอกจากจะต้องสำรวมเพราะยังมีการใช้ประกอบศาสนกิจแล้วยังเป็นสถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์หลายพระองค์ด้วย ภายในยังมีโบสถ์ย่อยถึง 21 โบสถ์ อยู่ภายในนั้น แต่โบสถ์มีการประดับประดาอย่างงดงามหรูหรามากบางโบสถ์ประดับกระจกสี บางโบสถ์ประดับอัญมณี บางโบสถ์สร้างด้วยแร่เงินอันมีค่า

อีกส่วนหนึ่งของปราสาทที่คุณตามัคคุเทศก์ไม่พาฉันไปชมไม่ได้คือส่วนของท้องพระโรงอันโอ่โถงที่เหล่าอัศวินมาชุมนุมกันและอีกฟากหนึ่งของท้องพระโรงเป็นรัฐสภาในสมัยนั้นที่ผู้นำของเผ่าต่างๆ มาประชุมกัน แต่ต่อมาได้เกิดอัคคีภัย ทำให้ศิลปะในยุคเรเนสซองส์สิ้นสูญไปกับพระเพลิงฉันได้แต่มองห้องเปล่านั้นด้วยความหดหู่ใจ

สถานที่สุดท้ายที่ไกด์กิตติมศักดิ์พาฉันไปชมเป็นที่ที่ทุกคนต้องไปเนื่องจากเป็นทางออกของปราสาทเรียกว่า ‘โกลเด้นท์ เลน’ (golden lane) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกองทหาร แต่ปัจจุบันเป็นร้านขายของกระจุกกระจิกตกแต่งแบบบ้านตุ๊กตาสีสันสดใส ร้านไหนที่มีงานฝีมือผ้าปักหรือเย็บพวกตุ๊กตา เจ้าของร้านจะนำมาตกแต่งอวดฝีมือ ยิ่งเพิ่มความน่ารักของร้านเข้าไปอีกแบบที่ศัพท์วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกกันว่า ‘ฟรุ้งฟริ้ง’

บ้านตุ๊กตาแต่ละหลังนอกจากจะขายของแล้ว บางหลังยังเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วย เช่น บ้านแสดงความเป็นอยู่ในสมัยก่อน เก็บไวน์อย่างไร ถนอมอาหารอย่างไร ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ที่มีห้องฉายหนังขาว-ดำในยุคคลาสสิกให้ชม

เมื่อเราเดินผ่านประตูบ้านเล็กหลังหนึ่งก็กลับออกมาอยู่โลกภายนอกราวกับเป็นประตูทุลุมิติอย่างไรอย่างนั้นเลยล่ะ ทางเดินลงจากเขาตามทางที่ปูด้วยหินก้อนเล็กๆ ระยะทางพอหอบแต่ทัศนียภาพจากมุมสูงก็ทำให้เราเพลินจนลืมความเหนื่อยล้าไปได้ ที่เชิงเขาเราขึ้นรถรางไปอีกประมาณ 3 ป้าย ที่ร้านอาหารไทย ‘น้อย เรสตัวรอง’ ได้เตรียมผัดกะเพรามื้อขอบคุณและอำลาคุณตาวราดิเมียร์ไว้พร้อมแล้ว

ระหว่างทางมุ่งสู่สะพานชาร์ล (Charles bridge) ฉันนึกถึงคำเตือนต่างๆ ของคุณตายอดไกด์แล้วอดขันไม่ได้ เช่น ‘ถ้ามียิปซีมาเร่ขายสมาร์ทโฟนห้ามซื้อนะ ระหว่างจ่ายเงินเขาก็ฉกเอากระเป๋าสตางค์คุณไปแล้ว’ หรือ ‘อย่ามัวแต่มองนาฬิกาดาราศาสตร์ตีเพลินล่ะ นั่นเป็นโอกาสของนักล้วงนะ’ เป็นต้น

สะพานชาร์ลนี้สร้างในสมัยกษัตริย์ชาร์ลที่ 4 ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 14 สร้างด้วยหินเพื่อข้ามแม่น้ำวัลตาวา ผู้คนเดินทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเดินกันพลุกพลานทีเดียว ถ้าใครมากันเป็นหมู่คณะต้องนัดหมายกันให้ดีไม่เช่นนั้นถ้าพลัดหลงคงยุ่ง สำหรับคู่รักจับมือกันไว้ดีที่สุด

บนสะพานหินนี้ถ้าเทียบไปแล้วก็คงคล้ายๆ เทศกาลถนนศิลปะของบ้านเราที่เหลาศิลปินมารวมตัวกัน ทั้งขายภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน ภาพล้อเลียน เครื่องประดับ สารพัดงานฝีมือ รวมถึงวงดนตรีวณิพกด้วย ถ้าถูกใจก็มอบสินน้ำในเล็กน้อย แต่ถ้าใครถูกใจมากก็ช่วยซื้อแผ่นซีดีของเขาติดมือกลับไปด้วย

ปลายอีกด้านหนึ่งของสะพานนำฉันไปยังเขตเมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ทั้งระดับชาติและระดับกระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆ แทบจะทุก 5-10 เมตร แต่ด้วยเวลาบ่าย 2 โมง 45 นาที ที่ต้องรีบไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์ (Astronomical clock) ซึ่งจะตีทุกๆ 1 ชั่วโมง จึงยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ไหนดึงความสนใจของฉันไว้ได้ โชคดีที่มาถึงทันเวลาแต่ที่ด้านหน้าก็ถูกจับจองแน่นไปหมดแล้ว

นาฬิกาดาราศาสตร์นี้หน้าปัดข้างบนบอกเวลาหน้าปัดข้างล่างเป็นจักรราศี สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ทันทีที่เสียงคลิ๊กดังขึ้นนักท่องเที่ยวทุกคนต่างกระชับกล้องถ่ายรูปในมือ เสียงว้าว! ต่างสำเนียงชาติพันธุ์พร้อมใจกันร้องขึ้นเมื่อหุ่นโครงกระดูกขยับออกมาตีระฆังเสียงเป๊งๆ และตุ๊กตากลไกสาวกของพระคริสต์พากันวนออกมา มันเป็นความมหัศจรรย์มากที่ช่างโบราณสามารถประดิษฐ์กลไกให้เคลื่อนไหวได้โดยปราศจากแบตเตอรี่หรือไฟฟ้า

‘เฮ้ย!’ หัวใจของฉันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อพบว่ากระเป๋าสะพายใบเล็กถูกรูดซิปออก ความรู้สึกชื่นชมช่างโบราณเมื่อสักครู่ถูกความตกใจกลืนหายไปหมดสิ้น นับว่าบุญยังรักษาที่ทั้งกระเป๋าเงินและพาสปอร์ตยังอยู่ครบ หรือว่าเราขยับตัวไปขยับตัวมาคอยห่วงกระเป๋าอยู่เรื่อยเจ้าโจรเลยไม่มีโอกาส หรือมันเป็นโจรใจดีเอาไปเปิดดูแล้วเห็นไม่ค่อยมีตังค์เลยเอามาใส่คืน เอาล่ะ! ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตามแต่เห็นจะต้องรีบออกจากฝูงชนตรงนี้ให้เร็วที่สุด

ฉันรีบเดินจ้ำอ้าวไปทางจัตุรัสเวนเชสลาส (Wenceslas square) ความตกใจยังคงมีอยู่สงสัยต้องหาผลไม้ชิมเรียกขวัญ ใกล้ๆ กับจัตุรัสมีตลาดขายสินค้าจากเกษตรกรอยู่ (farmer market) ฉันเดินดิ่งไปยังแผงผลไม้สีสวยทันที ฉันส่งสตอเบอรี่ลูกแรกเข้าปาก อืม! สดฉ่ำไม่เลวทีเดียว จากนั้นลูกที่ 2 ที่ 3 ก็ตามมาจนหมดถาดไปโดยไม่รู้ตัว

แผงข้างๆ กันขายของที่ระลึกกระจุกกระจิกน่ารักเชียวฉันได้โปสการ์ดที่ดูเก๋ไก๋เหมือนทำทำแผ่นไม้แห้งมาหลายใบ พ่อหนุ่มเจ้าของร้านเมื่อทราบว่าฉันมาจากเมืองไทยจึงคุยฟุ้งว่าเคยพาแฟนสาวไปเที่ยวภูเก็ตมาแล้วและชอบมากๆ ฉันรับเงินทอนพร้อมกับบอกว่าสถานที่วิเศษๆ ในเมืองไทยยังมีอีกถ้ามีโอกาสควรไปเที่ยวให้ทั่วนะ

เมื่อได้โปสการ์ดแล้ว ก็ต้องตามหาแสตมป์ ปกติแสตมป์ของประเทศเชกที่ใช้กันจะมี 3 ประเภท คือ ใช้ส่งภายในประเทศ ใช้ส่งไปยังประเทศอื่นๆในยุโรป และใช้ส่งไปยังประเทศในทวีปอื่นๆ แต่แย่จริงที่ฉันซื้อมาใช้ผิดแบบน่าโมโหที่เจ้าของร้านไม่ยอมรับคืน โชคดีที่ร้านขายหนังสือใกล้ๆ ตลาดชาวนายอมให้แลกเป็นแสตมป์สำหรับส่งมาที่เอเชียได้ ฉันจึงช่วยอุดหนุนหนังสือและแผนที่ของเขาเป็นการตอบแทน

จบเรื่องตามหาแสตมป์สุดวุ่นแล้ว ความหิวก็เข้าครอบงำทันที ขนมพื้นเมืองโบฮีเมียที่เรียกว่า “ทระเดลนิก” (Trdelník) ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย ขนมปังท่อนยาวที่ตรงกลางกลวงปิ้งอยู่เหนือไฟระอุจนกลายเป็นสีทองสวยส่งกลิ่นหอมฉุย ฉันเลือกแบบรสดั้งเดิมแม่ค้าสาวจึงเพียงโรยน้ำตาลไอซิ่งและผงซินนามอนให้ ฉันมองขนมชิ้นใหญ่ตามขนาดตัวของฝรั่งเกรงจะรับประทานไม่หมดแต่ความนุ่มหนึบของเนื้อขนมปังอุ่นๆ ทั้งหอมทั้งหวานสุดท้ายจึงเหลือเพียงกระดาษที่ห่อมา

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วจัดการมื้อเย็นเสียที่นี่เลยแล้วกัน ฉันเริ่มมองหาเป้าหมายใหม่ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยมาจากสวนสาธารณะข้างจัตุรัสเวนเชสลาสฉันรีบตามไปโดยไม่รอช้า ที่แท้แล้วต้นตอของกลิ่นเป็นขาหมูแฮมรมควันนี่เอง

ได้ของกลางแล้วก็จัดการเสียที่สวนสาธารณะนี่ละ ผิวกรอบ เนื้อนุ่ม ความเค็มปะแล่มๆ ตัดกันได้ดีกับซอสมะเขือเทศที่ทางร้านให้มาที่สำคัญหอมกลิ่นควันที่รมขาหมูไว้มันทำให้รื่นรสขึ้นอีกเยอะเลย ระหว่างที่นั่งผึ่งพุงอยู่ในสวนด้านหลังของร้านฉันเห็นคุณเจ้าของร้านออกมาผ่าฝืนเพื่อเตรียมไว้รมควัน

ดีเอ็นเอความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิงเริ่มทำงาน ฉันแอบสังเกตจังหวะที่เขาพักแล้วจึงเข้าไปถามทันทีว่าไม้ที่เขาใช้รมควันนั้นเป็นไม้ชนิดใด แต่ท่าทางจะเป็นสูตรลับเพราะไม่ว่าจะถามอย่างไรคุณเจ้าของร้านก็บอกแต่เพียงว่า นี่เป็นไม้ที่มีเฉพาะที่ปรากเท่านั้น เมื่อเห็นฉันพยายามจะล้วงความลับให้ได้เขาจึงตัดบทด้วยการทำงานต่อ ‘ฉับ!’ เสียงผ่าฟืนเป็นการยุติบทสนทนาลงเพียงเท่านั้น

ความมืดเริ่มโรยตัวคงต้องรีบกลับที่พักโดยเร็ว หวังว่าจะไม่พบกับเหตุการณ์ชวนหวาดระแวงแบบที่ฮังการีนะ แต่…

“บู!!” เจ้าเด็กวัยรุ่นสองคนที่เดินสวนมาหัวเราะสนุกสนานที่ทำให้ฉันตกใจได้ นี่ถ้าเป็นลูกเป็นหลานจะจับตีให้ก้นลายเชียว ความโมโหทำให้อดคิดแก้เผ็ดไม่ได้ว่า ถ้าฉันแกล้งทำเป็นกุมหัวใจแล้วทรุดลงไปบนพื้นเจ้าเด็กสองคนนั่นจะตกใจบ้างไหมนะ แต่ก็เป็นได้เพียงความคิดเพราะทางที่ดีตอนนี้คงต้องรีบออกจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด

 

(ต่อตอนหน้า)

comments

0 Comments
Share

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม นายอินอะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ประเภทสารคดีเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่อยากเขียนสารคดีเกี่ยวกับอาหารและแหล่งที่มาบ้าง