move
%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c

คุณแม่มือใหม่หลายคนคงเกิดความกังวลไปต่างๆ นานา ทั้งเรื่องการเตรียมตัวระหว่างตั้งครรภ์ สภาพจิตใจ ควรแบ่งเวลาดูแลลูกอย่างไรดี หากให้คนอื่นเลี้ยงลูกให้จะมีผลอะไรเมื่อลูกโตขึ้นไหม

ทางทีมงานได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ในงานเสวนา การเลี้ยงลูกในศตวรรษที่ 21” ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 10 เลยเอาคำแนะนำจากคุณหมอมาฝากคุณแม่มือใหม่เพื่อเตรียมความพร้อม และดูแลเจ้าตัวเล็กให้ถูกวิธีค่ะ

เมื่อรู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ มีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร ควรจะงดหรือเพิ่มอะไรบ้าง เช่น การออกกำลังกาย อาหารการกิน หรือสภาพจิตใจ

ผมจะตอบในสิ่งที่ผมถนัดนะครับ สิ่งที่ควรทำคือ เตรียมใจ สาเหตุที่ควรทำสิ่งนี้เพราะมีเหตุผลทางวิชาการรองรับอยู่ ก็คือว่า มนุษย์หรือทารกคนหนึ่งจะพัฒนาไม่ได้ ถ้าไม่มีใครบางคนอยู่ด้วยตลอดเวลา คอยเป็นเสาหลักเพื่อให้เขาได้พัฒนาตัวเอง เพราะมนุษย์จะพัฒนาตัวเองไม่ได้ใน 3 ปีแรกถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแม่

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมก็คือเตรียมใจที่จะเป็นแม่ให้ดีที่สุด โดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข และไม่มีคำว่ายอมแพ้ ผมไม่เคยเป็นคุณแม่ เคยเป็นแต่ผู้ช่วยคุณแม่ก็ยังรู้สึกว่าเหนื่อยมาก คนเป็นแม่ต้องเหนื่อยแน่ ๆ เพราะฉะนั้นต้องไม่ยอมแพ้และไม่ย่อท้อ

3 ปีแรกสำคัญที่สุด ถ้าให้ดีที่สุดก็คือ 10 ปี มิฉะนั้นลูกจะพัฒนาไม่ได้ ไม่ควรส่งให้คนนู้นคนนี้เลี้ยง อาจจะมีคนช่วยเลี้ยงได้ แต่ว่าโดยรวมคุณแม่ต้องเป็นที่หนึ่ง ผมอาจจะเป็นนักวิชาการคนเดียวที่ชอบพูดชัด ๆ ว่า ปริมาณเวลาสำคัญ ก็คือเวลามากที่สุด 24 ชั่วโมง 3 ปี ไม่ยกภาระนี้ให้ใคร

และขอให้นึกไว้เสมอว่าเราเป็นที่หนึ่ง หรือพูดง่าย ๆ ว่า เราใหญ่ที่สุด เวลามีข้อขัดแย้งกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ ปู่ย่าตายาย หรือใครก็ตาม ลูกจะมองมาที่เราเสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้มแข็ง และเป็นเสาหลักที่หนักแน่น

 

ถ้าเกิดคุณแม่ต้องทำงานไปด้วย ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา

ก็ต้องเลิกงานให้เร็วที่สุด (หัวเราะ) วิธีผมตรงไปตรงมา ช่วง 3 ปีแรกซึ่งเป็นเวลาวิกฤตที่สำคัญของการพัฒนามนุษย์ ถ้าเราอยากจะสบายภายหลังจากปีที่ 3 ไปจนถึงเขาเป็นวัยรุ่น เราก็ต้องทุ่ม แต่ถ้าเราอยากยุ่ง วุ่นวาย ลำบากไปตลอด ก็ไม่ต้องเชื่อ ดังนั้นถ้าทำงาน ก็ต้องกลับบ้านให้เร็วที่สุด เมื่อเข้าบ้าน ก็โยนทุกอย่างทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมและภรรยาทำตลอดตอนลูกยังเด็ก เข้าบ้านคือทิ้งทุกอย่าง ไม่มีการเอางานกลับมาทำที่บ้าน ไม่ทำอย่างอื่น เล่นกับลูกอย่างเดียว เพราะ ช่วงเย็นจนถึงเวลาลูกเข้านอน เวลามันน้อยมาก วันเสาร์-อาทิตย์อาจจะเยอะหน่อย ถ้ามัวนั่งเสียเวลากับเรื่องอื่น  เวลาที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกก็จะน้อยลง ดังนั้นถ้าถามว่าเตรียมทำอะไร อีกข้อหนึ่งก็คือเตรียมกลับบ้านเร็ว ๆ มาอยู่กับลูก เวลาที่มีปฏิสัมพันธ์กันมากที่สุด เด็กก็จะมีพัฒนาการได้ดีที่สุด

ถ้าจำเป็นต้องทำงานหนักจริงๆ จนไม่สามารถแบ่งเวลาให้ลูกได้ เพราะไม่มีเงิน หรือว่าหากเป็นอย่างนั้น ยังไม่ต้องมีลูก

ถ้าให้ตอบแบบไม่เกรงใจคือใช่ครับ แต่ละบ้านโจทย์ไม่เหมือนกันนะ ต้องคิดเองว่าจะรักษาสมดุลระหว่างเงินกับลูกอย่างไร เพราะว่าโดยประสบการณ์ที่ผมทำงาน ถ้าเรารักษาสมดุลไม่ดี เงินเยอะไป แต่ว่าลูกมีปัญหา ก็พูดตามตรงว่าชีวิตครอบครัวจะไม่มีความสุข เงินที่ได้มาก็เปล่าประโยชน์ เงินซื้อความสุขไม่ได้ กลับกันบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งมีเงินไม่เยอะ แต่ว่าลูกเป็นคนดี ไม่กวนประสาทเลย ไม่ทำให้เปลืองเงิน กลายเป็นคนประหยัดด้วยซ้ำ บ้านแบบนี้ก็มีให้เห็น แสดงว่าเขารักษาสมดุลดี แน่นอนมันไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับอะไรหลาย ๆ อย่าง ถ้ารักษาสมดุลไม่ดี ทั้งบ้านก็จะไม่มีความสุขไปอีกหลายสิบปี ซึ่งไม่คุ้มเลย

 

นอกจากการดูแลตัวเองที่ดี สามารถดูแลลูกในท้องด้วยวิธีไหนได้บ้าง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ตัวเองอารมณ์ดี ถ้าคิดว่าตัวเองอ่านหนังสือแล้วอารมณ์ดี ก็อ่านหนังสือ ถ้าคิดว่าฟังเพลงแล้วอารมณ์ดี ก็ฟังเพลง คำพูดที่ว่าฟังเพลงคลาสสิกแล้วเด็กฉลาด ผมจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ คำตอบของผมจะชัดเจนว่า แม่ต้องอารมณ์ดี ซึ่งหมายความว่าอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองอารมณ์ดี ไม่เครียดเกินไป

 

ถ้าแม่ชอบอ่านนิยายผี นิยายสยองขวัญ

ตามสบายเลยครับ

 

จะไม่ส่งผลต่อลูกในครรภ์หรอคะ

ไม่ครับทำตัวเองให้มีความสุขก็เพียงพอ เพราะเมื่อตัวเองมีความสุข ลูกจะมีความสุขตาม เรื่องนี้ตรงไปตรงมา หมายถึงว่าถ้าคุณแม่มีจิตใจที่สงบ ใช้ชีวิต 9 เดือนด้วยความสงบ มักจะได้เด็กเลี้ยงง่าย หรือเรียกว่า เด็กที่เป็น easy temperament พื้นฐานทางอารมณ์แบบเลี้ยงง่าย อย่างที่เราพูดกันว่า แป๊บเดียว กินนมก็หลับ อารมณ์ดี ยิ้ม เจอใครก็ยิ้ม ว่านอนสอนง่าย เทียบกับเด็กบางคน ปากกัดตีนถีบ สู้แหลก ขว้างของ กัดนู่นกัดนี่ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานทางอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องนิสัย เรายังไม่เรียกเรื่องพวกนี้ว่านิสัย เด็กกลุ่มนี้เลี้ยงง่าย เด็กกลุ่มนี้เลี้ยงยาก เลี้ยงง่ายก็แล้วไป แต่ถ้าเลี้ยงยาก เราก็มีเวลาประมาณ 3-7 ปี หรือช่วงประถมวัยนี่แหละ ที่จะทำให้เขา soft ลง calm ลง เย็นลง ก็ยังมีเวลาแก้ไขอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าพ่อกับแม่ก็ต้องเย็นสักที ไม่ใช่ร้อนไป ร้อนมา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะลามยาวไปอีก ถามว่า 9 เดือนทำอะไรบ้าง ผมก็ตอบเรื่องจิตใจเหมือนเดิม คือทำตัวเองให้อารมณ์ดีครับ

 

อ่านหนังสือประเภทไหนก็ได้ ฟังเพลงประเภทไหนก็ได้ ดูหนังแนวไหนก็ได้

ก็ไม่มีผลอะไร จำไม่ได้ว่ามีงานวิจัยอะไรห้ามหรือเปล่าแต่ผมใช้หลักการว่า คุณแม่ต้องอารมณ์ดี มีความสุข เป็นชีวิต 9 เดือนที่สงบ

 

คุณหมอพอจะมีหนังสือแนะนำคุณแม่ไหมคะ นอกจากหนังสือเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร แต่เป็นหนังสือที่ช่วยพัฒนาจิตใจคุณแม่ เพราะบางทีคนท้องอาจจะมีความกังวล หรือเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว

สไตล์ผมก็มีอย่างเดียวครับ การออกกำลังกาย ถ้าไปถามกุมารแพทย์ เขาก็คงตอบอย่างเดียวกัน คุณแม่ตั้งครรภ์ก็สมควรออกกำลังกายตามอายุครรภ์ การออกำลังกายเป็นยาวิเศษแน่นอนอยู่แล้วครับลองปรึกษาสูติแพทย์ดูครับว่าอายุครรภ์เท่านี้ ออกกำลังกายท่าไหนได้บ้าง เมื่อออกได้ ก็ควรออกครับ

 

ถ้าลูกคลอดออกมาแล้ว คุณแม่สามารถอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ตั้งแต่อายุกี่ขวบคะ

ตั้งแต่วันแรกเลยครับ ถ้ามีแรงนะ แต่ว่าไม่มีข้อห้ามที่จะอ่านล่ะ เริ่มอ่านได้เลย

 

อ่านพวกนิทานใช่ไหมคะ

ใช่ครับ นิทานก่อนนอนอ่านได้เลย ความจริงแล้วอ่านอะไรก็ได้ เพราะว่าสิ่งที่ลูกต้องการจริง ๆ ไม่ใช่นิทาน แต่คือเสียงคุณแม่ ได้ยินทุกคืน คืนละ 15 นาที อย่างสม่ำเสมอ ปีละ 365 วัน ให้ลาได้ 5 วัน มีผลต่างแน่นอนครับ

บ้านที่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง 360 วัน กับบ้านที่ไม่อ่าน จะเห็นได้ว่าผลต่างที่สำคัญก็คือความชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่าแม่ได้ยินเสียงทุกวัน เห็นหน้าทุกคืน อย่างที่บอกถ้าแม่ทำงาน จะมีเวลาน้อย แต่ 15 นาทีนี้เป็นประกันขั้นต่ำคุณได้แน่ ๆ ตั้ง 360 วัน จำนวนนี้เยอะ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เห็นแม่ชัด ๆ เห็นแม่ทุกวัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูก แล้วก็สร้างสายสัมพันธ์ไปที่แม่ เสร็จแล้วก็สร้างตัวเอง ประโยชน์ของการอ่านหนังสือ 15 นาทีก่อนนอน สิ่งที่ผมสนใจคือเรื่องนี้ครับ มีแม่ มีสายสัมพันธ์ มีตัวเอง 3 อย่างนี้ชัด ชีวิตก็จะขึ้นสู่ปีที่ 4 ไปได้ไม่ยาก

แต่ถามว่าทำไมถึงชอบนิทานมากกว่าอย่างอื่น ก็เพราะนิทานมันสนุก แล้วนิทานส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมที่เรียกว่าเมจิกเป็นหมวดตาซี สัตว์พูดได้ ท้องฟ้าพูดได้ แฝงด้วยเรื่องไม่จริง ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับเด็ก  7 ขวบปีแรก พื้นฐานการคิดวิเคราะห์ที่ดีในอนาคตก็คือเรื่องแฟนตาซี หรือเมจิก เพราะฉะนั้นนิทานก็จะมีประโยชน์มากแล้วนิทานหลายเรื่องก็จะมีพระเอก นางเอก ผู้ร้าย ตามธรรมชาติของนิทาน สิ่งพวกนี้จะกระทบต่อพัฒนาการของจิตใต้สำนึกด้วยว่า โลกก็อย่างนี้แหละ มีคนดี คนไม่ดี มีความพึงพอใจ ความผิดหวัง ความดีใจ ความเสียใจ ตัวจิตวิทยาพัฒนาการของเด็กก็จะพัฒนาได้ดี การอ่านนิทานจะมีตัวละครมากมายให้เด็กได้เรียนรู้ ฉะนั้นนิทานก็ดีกว่าหนังสือประเภทอื่น

ทีนี้จะมาประเด็นเกี่ยวกับคุณแม่วัยใสบ้างนะคะ ว่าเขาจะต้องมีความพร้อมทางจิตใจอย่างไร ต่างจากคุณแม่ปกติไหม คุณแม่ปกติเขาแต่งงาน มีลูก มีความพร้อม แต่คุณแม่วัยใสไม่มีความพร้อมอะไรเลยแต่เขาท้อง

หลักการแรก ๆ คงไม่เปลี่ยน ลูกต้องการมนุษย์คนหนึ่งเป็นคนเลี้ยง คนไหนก็ได้ แต่คุณแม่ที่คลอดมีกำไรแล้ว 9 เดือน รู้จักกันมา 9 เดือน ความอบอุ่นที่ได้รับในครรภ์ เสียงที่ได้ยินมาบ้างแล้ว เสียงหัวใจก็ได้ยินมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นแม่คนนี้ ยังไงก็ได้เปรียบกว่าแม่คนอื่น ดังนั้นถ้าคุณแม่วัยใสอาสาจะเป็นคุณแม่เอง ก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ที่เกิดมาใหม่ว่าเขาจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้สัก 50 ปี สตรีมีประจำเดือนครั้งแรกก็ตั้งครรภ์ได้แล้ว ตั้งแต่อายุ  14-15 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บ้านนอกก็ตั้งครรภ์กันเร็วมาก 15-17 ปี ปัจจุบันเรียกว่ายังไม่จบ ม.ปลาย ก็ตั้งครรภ์กันแล้วเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไปคือสังคม ดังนั้นคุณแม่วัยใสก็ต้องยอมรับว่า สังคมเปลี่ยน และสังคมก็ไม่ยอมรับ สาเหตุที่เขาไม่ยอมรับเพราะว่าสังคมส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งไปที่การศึกษาและวุฒิภาวะ ซึ่งสองอย่างนี้พัฒนาได้ อย่างที่บอก 50 ปีก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา หรือวุฒิภาวะ คุณย่าคุณยายที่ทุกวันนี้มีลูก 13-15 คน ก็ยังมีอยู่ เป็นพยานได้ แล้วเขาจะคลอดลูกคนแรกตอนอายุเท่าไร ไม่เกิน 17แน่นอนฉะนั้นถามว่าคุณแม่วัยใสต้องเตรียมอะไร คำตอบคือเหมือนเดิม รู้ว่าตัวเองมีงานหนัก เพราะสังคมคาดหวังก็ยอมรับแต่โดยดี แล้วก็ไปพัฒนาตัวเอง เรียนให้ได้ แล้วก็แสดงความมีวุฒิภาวะให้คนอื่นเห็น ว่าฉันเป็นแม่ได้ ต้องพิสูจน์ตัวเอง อย่าเอาแต่ตีโพยตีพาย

 

คุณหมอมีคำแนะนำเรื่องโรคซึมเศร้าหลังคลอดให้กับคุณแม่ไหมคะ เพราะเป็นกันบ่อย เวลาคลอดแล้วจะรู้สึกเศร้า รู้สึกหดหู่

ถ้าเป็นความเศร้าช่วงสั้นๆ และไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรงก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณพ่อจะมีบทบาทเยอะ ก็ต้องช่วยงานและช่วยดูแลสภาพจิตใจของคุณแม่  แต่ถ้ามันลามไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดจริงๆ คุณแม่ไม่ได้คิดไปเอง และมันไปกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่วัดได้ เช่น หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน ลักษณะแบบนี้มันไม่เหมือนนอนไม่หลับธรรมดา แทบไม่ได้พัก จะเพราะอะไรก็ตาม ก็เป็นตัวชี้วัดว่าความซึมเศร้านั้นอาจจะเริ่มลามเข้าสู่การเป็นโรค

อย่างที่สองก็คือคิดถึงเรื่องความตายบ่อย ไปจนถึงอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ความซึมเศร้าแบบธรรมดา แล้วรอให้สามีมาปลอบ แล้วหายเอง มันกำลังลามเข้าสู่ความเป็นโรคจริง ๆ ก็ควรพบแพทย์ ต้องเป็นอาการที่วัดได้นะเช่น นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ความคิดถึงขั้นที่ว่าอยากตาย อยากฆ่าตัวตาย อย่างร้ายแรงที่สุดก็คือฆ่าทารก ก่อนฆ่าตัวตาย อันนี้เป็นโรคแน่นอน

 

อาการแบบนี้เกิดจากอะไร

มันเกิดจากตัวสารเคมีในสมองไม่ปกติ เป็นโรค ไม่ได้คิดไปเอง อันนี้ต้องพบแพทย์

 

หลักๆ คือคุณแม่มือใหม่ ต้องเตรียมทำใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำใจไว้ คุณพ่อต้องเป็นผู้ช่วยสำคัญของคุณแม่มากๆ ด้วยไม่โยนภาระให้คุณแม่ใช่ไหมคะ

แน่นอนครับ ไม่ใช่ทิ้งภาระให้คุณแม่อยู่คนเดียว ความจริงอยากให้คุณพ่อสมัยใหม่ช่วยคุณแม่อย่างดีที่สุดเลย เพราะว่าสังคมอยู่ยากขึ้น แม่คนเดียวรับมือไม่อยู่ ทั้งงาน ทั้งลูก และการดูแลบ้าน

คุณหมอประเสริฐออกหนังสือคู่มือคุณพ่อคุณแม่มาแล้วหลายเล่ม อาทิ 43 ไม้ตายลบลายเจ้าตัวยุ่ง, สุดยอดเคล็ดลับพัฒนาลูก, เลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง, ทำอย่างไรเมื่อเจ้าตัวเล็กสมาธิสั้น และเล่มล่าสุด เลี้ยงลูกด้วยนิทาน

อยากได้คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอสามารถติดตามต่อได้ในหนังสือนะคะ

 

สวัสดีวันแม่ค่ะ คุณแม่ทุกคนและว่าที่คุณแม่ด้วย 🙂

 

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ