maLife

อย่าเชื่อความคิด อย่าหลงผิดกับความทรงจำ

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3

 

บางครั้ง เราเชื่อมั่นในความคิดและความทรงจำของตัวเองจนเกินไป โดยไม่คาดคิดว่าความเชื่อมั่นเหล่านั้นจะส่งผลเสียให้ตัวเองและคนอื่นอย่างมหาศาล

อย่าให้ความคิดจูงจมูกเราไปตามอำนาจของมัน

คนเราชอบคิดอะไรเรื่อยเปื่อย และตัดสินทุกอย่างจากความเชื่อ ความคิดของตัวเองในทันที ถึงแม้จะมีเหตุผลมารองรับ แต่เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องทั้งหมด และนี่คือตัวอย่างของคนที่ปล่อยให้ความคิดชักจูงจนส่งผลเสียกับตัวเองและคนรอบข้าง

ตัวอย่างเคส

ชายคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า พ่อของเขาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมาก จนกระทั่งเป็นมะเร็งปอดก็ไม่ยอมหยุดสูบ เขาจึงพูดจาแรงๆ เพื่อให้พ่อเลิกสูบบุหรี่ ทีแรกพ่อรับปาก แต่เขาก็ยังเห็นพ่อแอบสูบอยู่เป็นครั้งคราว จนกระทั่งล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล ต้องรักษาด้วยการฉายแสง ให้คีโม อาการของพ่อแย่ลง เขาจึงร้องขอให้พอเลิกสูบบุหรี่อย่างถาวร พ่อจึงตกลงรับปาก

เขาให้พ่อมาอยู่คอนโดที่ซื้อไว้เพราะอากาศถ่ายเทสะดวก และจ้างคนมาดูแล วันหนึ่งเขาเห็นก้นบุหรี่ตกอยู่ที่ระเบียงหลายมวน เขาโกรธมากจึงต่อว่าพ่ออย่างรุนแรง พ่อปฏิเสธว่า พ่อไม่ได้สูบ พ่อเลิกมาหลายเดือนแล้ว” เขาไม่เชื่อ จึงต่อว่าพ่อแรงขึ้น และกลับบ้านไปทันที รู้สึกหมดหวังที่พ่อไม่ทำตามสัญญา

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเขากับพ่อก็ไม่ค่อยดี กลับมาดีขึ้นตอนที่พ่อป่วยระยะสุดท้าย จนกระทั่งพ่อจากไป เมื่อจัดงานศพพ่อเสร็จ เขาเข้าไปจัดข้าวของของพ่อที่คอนโด เมื่อเดินไปที่ระเบียงก็เจอก้นบุหรี่ใหม่ๆ หลายมวน เขาเอะใจขึ้นมาว่าพ่อไม่ได้อยู่ที่นี่นานเป็นเดือนแล้ว ทำไมยังมีก้นบุหรี่อยู่อีก

ช่วงนั้นเขาก็ได้ยินเสียงคนคุยกันที่ชั้นบนเหนือศีรษะเขาพอดี จึงพบความจริงว่า ก้นบุหรี่มาจากคนที่อยู่ชั้นบนทิ้งลงมา อาจจะโดนลมพัดจึงมาตกที่ระเบียงห้องของเขาที่อยู่ชั้นล่าง เขารู้สึกผิดมากที่ต่อว่าพ่อ  เขาคงทำร้ายจิตใจพ่อไม่น้อย เขาอยากขอโทษพ่อ แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะว่าพ่อจากไปแล้ว…

 

เราถูกฝึกมาให้คิด แต่ไม่ได้ถูกฝึกให้รู้ทันความคิด

นี่เป็นบทเรียนสำคัญว่า เวลาเกิดเหตุการณ์อะไร อย่าเพิ่งด่วนสรุปในทันที บางสิ่งคือจิตที่ปรุงแต่งต่อเติมขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัว ให้ลองคิดดูว่ากี่เรื่องแล้วที่เราปรุงแต่งต่อเติมเรื่องราวไปมากขนาดไหน ทั้งที่สิ่งนั้นไม่เป็นความจริง

เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าเชื่อความคิดง่ายๆ บางทีความคิดก็สั่งให้เราพูด สั่งให้เราด่า สั่งให้เราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ สร้างความเจ็บปวดทางจิตใจให้กับคนอื่น ถ้าเราทำตามความคิดทุกอย่าง เราไม่แย่หรือ…

คนส่วนใหญ่หลงเชื่อความคิดเพราะเราถูกฝึกมาให้คิดเก่ง แต่ไม่ได้ถูกฝึกให้รู้ทันความคิด นี่เป็นปัญหาใหญ่ของคนสมัยนี้ ทั้งคิดเก่ง คิดเร็ว แต่ไม่รู้จักทักท้วงความคิด

 

สิ่งที่ควรมีอย่างยิ่งคือสติ

ถ้าไม่มีสติเราจะผลีผลามกระโจนตามความคิดไป แล้วปล่อยให้ความคิดชักจูงเราไปตามอำนาจของมัน ถ้ารู้จักกลับมามองตัวเอง และใคร่ครวญจะเห็นได้เลยว่าความคิดพาเราเข้าพงอยู่บ่อยๆ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นเพราะความเข้าใจผิด

 

ความทรงจำแปรเปลี่ยนได้ง่ายมาก

ความทรงจำของเราเหมือนกับรอยขีดบนขี้ผึ้งที่แปรเปลี่ยนได้ง่าย ไม่ใช่รอยขีดบนก้อนหินที่ขีดแล้วจะยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่มีทางเปลี่ยน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยว่าความจำของคนเราถูกโน้มน้าวให้เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เพียงแค่มีคนมาทำให้ไขว้เขว เช่น เราจำได้ว่าเมื่อวานเราใส่แหวนวงนี้มา แต่เพื่อนบอกว่า ไม่ใช่ซะหน่อย เธอใส่แหวนอีกวงมาต่างหาก แค่นี้ก็ทำให้ความทรงจำของเราไขว้เขวได้แล้ว

และนี่เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่มีความมั่นใจในความทรงจำมาก แต่กลับผิดเพี้ยนในหลายปีต่อมา

 

ตัวอย่างเคส

เมื่อปี พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จนพังพินาศ เป็นเหตุการณ์ใหญ่มาก หลายคนจำได้ว่าตอนที่ได้ฟังข่าวนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน และมั่นใจว่าตอบถูกเพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญ

 

แต่มีผลวิจัยเรื่องหนึ่งพบว่า แม้กระทั่งเหตุการณ์ใหญ่ๆ สะเทือนขวัญขนาดนี้ คนอเมริกันยังจำผิดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ โดยนักวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ โดยถามผู้คนทั่วอเมริกา ว่าตอนเกิดเหตุคุณอยู่ที่ไหน กับใคร และทำอะไรบ้าง โดยบันทึกไว้ว่าแต่ละคนตอบว่าอะไร

 

หลังจากผ่านไป 1 ปี 3 ปี และ 10 ปี เขากลับไปถามคนเดิมว่าตอนเกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ คุณอยู่ที่ไหน ปรากฏว่ากว่า 40 เปอร์เซ็นต์ตอบผิด เช่น บางคนตอบว่าตอนนั้นเขาอยู่บนถนน และเห็นโทรทัศน์ถ่ายทอดสดจากริมถนนเลย แต่ความจริงคือเขาอยู่ที่ทำงาน ไม่น่าเชื่อว่าความทรงจำจะผิดเพี้ยนไปได้ขนาดนี้

 

หรืออาจเป็นไปได้ว่าวันที่เกิดเหตุ เขาอาจจะลงมาที่ถนนด้วย แต่ลงมาหลังจากเกิดเหตุ เมื่อเวลาผ่านไป เขาจำปะปนกันไปหมด

 

อย่ามั่นใจในความทรงจำของตัวเอง

ดังนั้นอย่ามั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเราจำถูก จำแม่น คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องนัก การมั่นใจในความจำของตัวเองสามารถนำไปสู่การทะเลาะวิวาทได้ เช่น หาโทรศัพท์ไม่เจอ แต่นึกว่าเอาโทรศัพท์ไปวางโต๊ะเพื่อน จึงไปทวงโทรศัพท์จากเพื่อน แต่เพื่อนบอกว่าไม่เห็น ไม่ได้วางเอาไว้ แค่นี้ก็ทะเลาะกันแล้ว โดยบางทีอาจจะไปลืมไว้ที่อื่นแล้วจำผิดเอง

จะเห็นได้ว่าทั้งความคิดและความทรงจำนั้น เราจะเชื่อทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ความทรงจำแปรเปลี่ยนได้ ความคิดก็ถูกปรุงแต่งขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักตัวเอง รู้ทันความคิด ก็ต้องรู้จักทักท้วงมันบ้าง ส่วนความจำก็อย่าไปเชื่อมันมาก ต้องมีสติเตือนใจตัวเองบ่อยๆ สติจะช่วยให้เราไม่ตกเป็นทาสของความคิดหรือความจำที่เราปรุงแต่งขึ้นเอง


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ วิชาสุดท้ายที่ใช้ได้ตลอดชีวิต 

สำนักพิมพ์ Amarin Dhamma

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ