maLife

รักวันจันทร์ที่สุด ไม่อยากให้มีวันหยุดเลย

%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2

เมื่อไหร่จะถึงวันศุกร์สักที ฉันเบื่อวันจันทร์จะแย่แล้ววววว” แน่นอนว่าหลายๆ คนคงเกลียดวันจันทร์จนเข้าไส้ ไม่อยากให้ถึงคืนวันอาทิตย์ หลับไปเพื่อจะตื่นมาพบกับความจริงอันแสนโหดร้าย…

สาเหตุหลักที่เราเกลียดวันจันทร์ก็เพราะไม่อยากทำงาน เบื่องาน เบื่อเพื่อนร่วมงาน เบื่อหัวหน้า เบื่อไปหมดทุกอย่าง จะมีอะไรดีกว่าการพักผ่อนที่บ้าน นอนดูหนังเรื่องโปรดให้สบายใจเฉิบ แต่ก็นั่นละนะ คนเราเกิดมาก็ต้องทำงาน

 

ถ้ารู้สึกเกลียดวันจันทร์เพราะงาน เราก็เริ่มแก้ปัญหากันที่งานเลยเป็นไง!

 

อาชีพที่ดีต้องมีกองหนุนที่ยอดเยี่ยม!

เพื่อนทุกคนไม่ใช่กองหนุน เรารู้จักคนมากมายและสนุกกับพวกเขาในฐานะเพื่อน แต่ไม่ได้ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานกับเขา อาจจะเพราะทำงานกันคนละสาย คุยเรื่องงานไปก็เอามาใช้ไม่ได้อยู่ดี ที่เราคบกันในฐานะเพื่อนก็เพราะว่าอยู่ด้วยกันแล้วสนุก มีอารมณ์ขัน และสานสัมพันธ์แน่นแฟ้นถึงขั้นเพื่อนสนิท

 

แล้วเราจะหากองหนุนที่ยอดเยี่ยมได้จากที่ไหนกันล่ะ!

กองหนุนที่ดีอาจจะเป็นคู่หูทางธุรกิจ อดีตรูมเมตสมัยมหาวิทยาลัย หรือผู้จัดการบริษัทที่เคยทำงานด้วยนานมาแล้ว หรือคนอื่นๆ อีกนับพันคน แต่พวกเขาต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้

 

1.ต้องกล้า

เราต้องการใครสักคนที่กล้าบอกความจริงกับเรา ต้องมั่นใจและบอกได้ว่าไอเดียไหนดี หรือไม่ดีอย่างไร

2.ต้องน่าเคารพ

กองหนุนที่เราไม่อยากเคารพย่อมไม่ใช่กองหนุน เรามักไม่ใส่ใจคำแนะนำของคนที่เราไม่เคารพแม้ว่าคำแนะนำนั้นจะดีก็ตาม การหากองหนุนที่เราเคารพจึงดีที่สุด ยิ่งเป็นคนเก่ง มีประสบการณ์มากกว่าเรายิ่งดี

3.ต้องเชื่อใจได้

อย่างน้อยที่สุด เราต้องเชื่อว่ากองหนุนหวังให้เรามีชีวิตที่ดี เพราะเราต้องเชื่อคำแนะนำเหล่านี้ คนที่ไว้ใจและเชื่อใจได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

เชี่ยวชาญในทักษะที่(ตัวเรา)มองไม่เห็น

เมื่อพูดถึงเรื่องงาน คนส่วนใหญ่จะให้คำจำกัดความคำว่า “ทักษะ” แคบเกินไป คิดเพียงแต่ว่า เราจบอะไรมา และอะไรที่พอจะใส่ในเรซูเม่ได้บ้าง จนลืมนึกถึงทักษะบางสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็อาจจะมองไม่เห็น

ถ้าอยากปฏิรูปงานที่ทำอยู่เสียใหม่ ต้องเริ่มปฏิรูปคำจำกัดความของคำว่า “ทักษะ” ใหม่เสียก่อน

คำจำกัดความของทักษะคือ “ทุกสิ่ง”

ทุกสิ่งล้วนเป็นทักษะได้

ทุกสิ่งที่เราใช้ทำงานเป็นทักษะ ไม่ใช่แค่การกระทำหรือผลประกอบการที่ทำให้คุณได้รับคำชมจากหัวหน้าในห้องประชุม แต่ทุกอย่างคือทักษะ

 

วิธีที่คุณคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อปรึกษางานก็เป็นทักษะ

 

ความสามารถในการแก้ไขกระดาษที่ติดในเครื่องพริ้นเตอร์ก็เป็นทักษะ

 

การจำวันเกิดเพื่อนร่วมงานได้ก็เป็นทักษะ

 

การจัดการข้อมูลในอีเมลให้เป็นระบบก็เป็นทักษะ!

 

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สลักสำคัญอะไร แต่ทักษะเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะรวมกันกลายเป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ได้ เหมือนกับตอนที่เราฝากเงินเข้าธนาคารทีละนิด แต่พอเวลาผ่านไปก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับทักษะที่มองไม่เห็นเหล่านี้ที่คนเรามักจะมองข้ามไป

 

 

เริ่มทักษะใหม่ด้วยอะไรที่มันสนุก!

เราจำเป็นต้องมีทักษะใหม่ เพราะมันจะนำไปสู่งานใหม่ ความฝันใหม่ และโอกาสใหม่ๆ วิธีเลือกง่ายๆ มีสองแบบ เลือกตามความจำเป็น หรือเลือกตามความอยากรู้

 

ความจำเป็นเป็นต้นกำเนิดของทักษะมากมาย เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่สามารถนำไปใช้กับสายงานได้ เกิดการพัฒนาตัวเอง พัฒนาเนื้องานให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งใหม่ และได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น

 

ส่วนความอยากรู้นั้นตรงกันข้าม มันเป็นทักษะที่เกิดขึ้นมาจากความปรารถนา เป็นสิ่งที่สนใจ อยากลอง อยากเรียนรู้ อยากทำมาตั้งหลายทีแต่ก็ไม่มีโอกาส ขอแนะนำให้เริ่มจากอยากรู้ก่อน

 

เพราะเรามีรายการสิ่งที่อยากทำยาวเป็นหางว่าวแล้ว เช่น ฉันอยากทำกราฟิกเป็น ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวกับงาน แต่ฉันอยากที่จะลองออกแบบอะไรใหม่ๆ ตามใจตัวเองดูบ้าง อยากเรียนถ่ายรูป เพราะอยากถ่ายภาพได้สวยๆ เป็นต้น

กำจัดวัชพืชที่ขัดขวางการทำงาน

การเบื่อที่ทำงาน เบื่องานส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้าต้นวัชพืชทั้งหลายแหล่ที่คอยขัดขวางไม่ให้งานเราสำเร็จไปด้วยดี อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือขั้นตอนการทำงานของบริษัทที่ดูยุ่งยาก ชักช้าไม่ทันใจไปนิด

บรรดาคนที่เราทนทำงานด้วยไม่ได้จะมีคุณสมบัติ 1 ใน 4 ข้อนี้ หรืออาจจะตรงทุกข้อเลยก็ได้!

 

1.หลงตัวเอง

เราคงเคยเจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้มาแล้วกันทั้งนั้น ถึงจะเป็นโปรเจกต์ที่ทำร่วมกัน แต่เขาจะมั่นใจสุดๆ ว่าเพราะไอเดียเขาทั้งนั้นที่ทำให้งานนี้สำเร็จและได้รับผลตอบรับที่ดี แล้วคนอื่นในทีมล่ะ… ไม่พูดถึงเลยสักนิด เนอะ!

 

2.ไม่ซื่อสัตย์

ความไม่ซื่อสัตย์ในที่ทำงานอาจหมายถึงการโกหกง่ายๆ เช่น อ้างว่าทำอะไรสักอย่าง(เพื่อไม่ให้โดนหัวหน้าดุ) แต่ไม่ได้ทำจริงๆ ปกปิดความผิดเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการโกหกคำโต หรืออาจมาในรูปแบบของการนินทา

 

3.มองโลกในแง่ร้าย

คนที่มีความสามารถมองทุกอย่างในแง่ลบ และมีพรสวรรค์ในการกระจายข่าวร้าย เป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วไม่มีความสุข และทำให้เกิดความหวาดระแวงในที่ทำงาน เพราะเพื่อนร่วมงานต่างรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกโจมตี ถ้ามีเพื่อนร่วมงานแบบนี้อยู่ ควรหลีกหนีให้ไกลเชียว

 

4.ไม่ยินดียินร้าย

คนประเภทนี้มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และทำการสรุปอย่างมักง่ายว่า “ช่างมันเหอะ” ในทุกเรื่อง การไม่ยินดียินร้ายที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ขัดขวางไม่ให้เราใช้ความสามารถเพื่อการก้าวกระโดดทางอาชีพ

 

สนุกให้ได้แม้มีพายุถล่ม

เราคิดว่าความสนุกมีไว้สำหรับเด็กๆ หรือไม่ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ควรเอาไว้ทีหลัง เป็นกิจกรรมของคนวัยเกษียณเท่านั้น เราฝันว่าสักวันหนึ่งเราจะมีเงิน มีอิสระ และมีความสนุก เราต้องจำใจทำงานที่ไม่ชอบ ทำงานอย่างหนักและทนทุกข์ ได้ลาหยุดพักร้อนสองสัปดาห์ต่อปี เรายอมแลกกับสิ่งเหล่านี้และหวังว่าทุกสิ่งจะกลับคืนมา

 

เราต้องรู้จักสนุกบ้างในตอนนี้ เพราะอาจไม่มีโอกาสทำในภายภาคหน้า เราอาจจะอยากกระโดดบันจี้จัมพ์ในวัย 25 ปี แต่ถ้าเลื่อนมันออกไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 60 ปี ลองคิดดูว่าเมื่อถึงตอนนั้นคุณจะสามารถทำสิ่งที่คุณคิดว่ามันจะสนุกได้อีกไหม สิ่งที่สำคัญนอกจากความสนุกคือ มันจะช่วยให้เรารักษาความยืดหยุ่นไว้ และลุยงานต่อไปได้เสมอ

 

ลองปรับวิธีทำงาน วิธีคิดตามนี้ดู แล้วลองถามตัวเองอีกครั้งว่า คุณยังเกลียดวันจันทร์อยู่หรือเปล่า”

 


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ เกลียดวันศุกร์ รักวันจันทร์

สำนักพิมพ์ Amarin How-to

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ