move

มหัศจรรย์แห่งโยเกิร์ต

%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95

ชาวบัลแกเรียที่ขึ้นชื่อว่ามีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง นิยมกิน “โยเกิร์ต” ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้เกิดความเชื่อว่า โยเกิร์ตจะต้องอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วคุณล่ะ เชื่อแบบนั้นหรือเปล่า

หากคุณยังไม่เชื่อ เราจะอธิบายให้คุณฟังเอง

โยเกิร์ตทำจากนมที่ผ่านการหมัก โดยเติมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดีที่จัดอยู่ในจำพวก “โพรไบโอติก” ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลนมให้เป็นกรดแล็กติก นมจึงเปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งเหลวกึ่งข้นมีรสเปรี้ยวคล้ายนมบูด

ส่วนประโยชน์ของโยเกิร์ตมีนับไม่ถ้วน ทั้งช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ชนิดดีให้กับระบบลำไส้ ในลำไส้ของเราจะมีจุลินทรีย์ทั้งชนิดดี และชนิดไม่ดีอยู่ จุลินทรีย์ชนิดไม่ดีจะใช้โปรตีนและไขมันเป็นอาหาร ทำให้เกิดสารพิษที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ หากในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดนี้เยอะจะทำให้ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายเกิดปัญหา เช่น ท้องเสีย ท้องผูก อาหารไม่ย่อย

แต่ถ้าเรามีจุลินทรีย์ชนิดดีที่ได้จากโยเกิร์ตเพิ่มขึ้น มันจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีและเพิ่มภูมิต้านทานในระบบย่อยได้ ยิ่งไปกว่านั้น แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินบีและวิตามินเคในลำไส้อีกด้วย

 

ประโยชน์อีกอย่างของจุลินทรีย์ชนิดดีคือสามารถย่อยน้ำตาลในนมได้ คนที่แพ้นมจึงไม่มีปัญหาท้องเสียหรือปวดท้องเมื่อกินโยเกิร์ต เพราะน้ำตาลแล็กโทสในนมถูกเชื้อแล็กโตบาซิลลัสเปลี่ยนเป็นกรดที่ย่อยง่ายแล้ว และมีงานวิจัยยืนยันว่าจุลินทรีย์ชนิดดีจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในลำไส้และป้องกันการติดเชื้อ คนที่ท้องเสียสามารถกินโยเกิร์ตเพื่อลดอาการได้

 

โยเกิร์ตที่คนทั่วไปนิยมกิน

กรีกโยเกิร์ต เป็นโยเกิร์ตที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีรสชาตินุ่มนวลและมีโปรตีนสูงเป็น 2 เท่าของโยเกิร์ตทั่วไป กรีกโยเกิร์ตมีกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากโยเกิร์ตปกติ โดยจะถูกกรอง 3 ครั้ง แทนที่จะกรอง 2 ครั้ง

 

การที่กรีกโยเกิร์ตมีโปรตีนสูงจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการโปรตีนเพิ่มขึ้น เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรีตั้งครรภ์

 

ประโยชน์ของโยเกิร์ต

  • โยเกิร์ตมีแคลเซียมสูงที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยลดน้ำหนัก และเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย
  • เชื้อแล็กโตบาซัลลัสในโยเกิร์ตช่วยลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ และช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ
  • ไขมันในนมที่ชื่อว่า กรดคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • การกินโยเกิร์ตวันละ 2-5 ถ้วยช่วยลดระดับแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ทำให้ลมหายใจมีกลิ่น และลดความเสี่ยงโรคเหงือกได้
  • โยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ช่วยเพิ่มภูติต้านทานให้ร่างกายโดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • ผู้หญิงที่ติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอดบ่อยๆ ให้กินโยเกิร์ตวันละ 8 ออนซ์ เป็นเวลา 6 เดือน จะช่วยลดการติดเชื้อลงถึง 3 เท่า!

 

เทคนิคการกินโยเกิร์ตให้ถูกวิธี

โยเกิร์ตรสชาติดั้งเดิมของชาวบัลแกเรียไม่ใส่น้ำตาล และมีรสชาติเปรี้ยว แต่โยเกิร์ตที่วางขายตามท้องตลาดจะมีรสหวานเนื่องจากผสมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงไปด้วย ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรระมัดระวังในการเลือก

โดยแนะนำให้กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับผลไม้สด หรือนำโยเกิร์ตมาปั่นรวมกับผลไม้และนม หรือนำมาดัดแปลงใช้แทนมายองเนสในการทำน้ำสลัดหรือผสมไส้ทำแซนด์วิชก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์และเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

 

ลองทำโยเกิร์ตง่ายๆ กันเถอะ!

โยเกิร์ตสามารถทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน ใช้เวลาแค่ 1 คืนเท่านั้นเอง โดยเริ่มจากเทนมจืด 1 ลิตรลงในหม้อแล้วนำไปต้มด้วยไฟปานกลางจนเดือดอ่อนๆ จากนั้นทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 40 องศาเซลเซียส จากนั้นเติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยลงในหม้อนม คนให้เข้ากันแล้วเทแบ่งใส่ภาชนะที่มีฝาปิดทิ้งไว้นอกตู้เย็น 1 คืน

 

รุ่งเช้าลองชิมดู ถ้ายังเปรี้ยวไม่สะใจให้วางทิ้งไว้อีก 2-3 ชั่วโมง เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้วก็นำใส่ตู้เย็นได้เลย

 


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ อาหารต้านวัย ต้านโรค

สำนักพิมพ์ Amarin Health

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ