maLife

ทำไมผู้หญิงถึงฝันร้ายมากกว่าผู้ชาย

%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2

 

ซิกมันด์ ฟรอยด์ กล่าวไว้ว่า การที่คนเราฝันก็เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างในจิตใต้สำนึก  ดังนั้น การที่เราฝันดีก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนต่างก็ปรารถนาให้ตัวเองมีความสุข ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมเราถึงฝันร้ายได้ล่ะ….

 

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวสต์อิงแลนด์ใช้เวลากว่าห้าปีในการเก็บบันทึกความฝันทั้งหมดของผู้หญิงจำนวน 100 คนและผู้ชาย 93 คน โดยขอให้อาสาสมัครทั้งหมดนี้จดบันทึกความฝันของตัวเองทุกครั้ง ซึ่งผลการวิจัยพบว่าในช่วงการเก็บข้อมูล 19 เปอร์เซ็นต์ของอาสาสมัครเพศชายฝันร้ายและมีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของอาสาสมัครเพศหญิงที่ฝันร้าย

เจนนิเฟอร์ พาร์ค นักจิตวิทยาคนหนึ่งที่เข้าร่วมการเก็บข้อมูลครั้งนี้เปิดเผยว่า ผลการวิจัยพบว่าจำนวนการฝันร้ายระหว่างชายและหญิงนั้นแตกต่างกันมาก เพศหญิงมักจะฝันร้ายมากกว่าเพศชาย อีกทั้งฝันร้ายยังส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกต่อเพศหญิงมากกว่าเพศชายอีกด้วย”

เธอยังวิเคราะห์ต่อไปว่า “ที่ผลการวิจัยออกมาเช่นนี้เป็นเพราะในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้หญิงมักจะใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆมากกว่าผู้ชาย พวกเธอจึงนำเอาความกังวลเหล่านี้เก็บไปฝัน ที่จริงแล้วความฝันของผู้หญิงมักจะเป็นจิตใต้สำนึกที่ต่อต้านกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง”

 

เมื่อเทียบกับเพศชาย เพศหญิงจะจัดการกับความกังวลหรือความรู้สึกเชิงลบได้ยากกว่าเพศชาย  จากการตามเก็บบันทึกต่าง ๆ พบว่าฝันร้ายมักจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ

ประเภท 1    การโดนคนหรือสัตว์ประหลาดไล่ล่า หรือชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ประเภท 2   ความฝันที่สูญเสียคนที่เรารัก ญาติพี่น้อง เพื่อน หรือของรัก

ประเภท 3   ถูกทิ้งอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก 

โดยมีข้อสรุปบางอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้

(1) โดยทั่วไปผู้หญิงมักฝันร้ายถึงความล้มเหลวหรือเรื่องเศร้าต่าง ๆ

(2) ตัวละครที่พบในฝันร้ายของผู้หญิงมักจะเป็นคนในครอบครัวหรือบ้านที่อยู่

(3) ผู้หญิงมักฝันว่าตัวเองสูญเสียคนรัก หรือของรัก ซึ่งความฝันประเภทนี้พบได้บ่อยที่สุด และสามารถทำให้ผู้หญิงร้องไห้จนตื่น

(4) ก่อนช่วงมีประจำเดือนผู้หญิงมักจะฝันถึงเรื่องที่รุนแรง หรือฝันร้ายบ่อย และมักจดจำความฝันเหล่านั้นได้แม่นยำ

(5) ผู้หญิงมักฝันว่าฟันหลุด ผมร่วง หรือตกลงมาจากที่สูง แต่ผู้ชายมักฝันเห็นรถชน หรือเครื่องบินตก

(6) การฝันเห็นร่างกายเป็นอัมพาตหรือสอบตกเกิดขึ้นในอัตราเท่า ๆ กันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย

 

ไมเคิล ชไลเดอร์ นักจิตวิทยาได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายแฝงของความฝันไว้ว่า: การฝันเห็นฟันหลุด หรือผมร่วง มักจะแสดงว่าคนที่ฝันนั้นกังวลเกี่ยวกับอายุที่มากขึ้นของตนเอง การฝันว่าตนเองตกลงมาจากที่สูงมักจะเกิดกับคนที่เพิ่งอกหักจากความรัก ส่วนคนที่กำลังระหองระแหงกับคู่รักและโดนคนรักตามง้อไม่เลิก มักจะฝันเห็นตัวเองมีร่างกายอัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้ ในคนที่ควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้มักจะฝันเห็นรถชนหรือเครื่องบินตก และการฝันว่าตัวเองสอบตกหมายความว่าคนผู้นั้นขาดความมั่นใจในตัวเอง”

แดเนียล ไมเคิล นักวิจัยเกี่ยวกับความฝันเห็นว่าวิธีการดำเนินชีวิตและความกดดันต่าง ๆ ทำให้คนเราฝันร้ายได้ง่าย เพราะคนเราสามารถอดทนกับความกดดันต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ แต่ในความฝันร่างกายเราจะถูกปลดปล่อย อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ จะไม่ถูกเก็บกดไว้อีกต่อไป  ดังนั้น คนที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย หรือตื่นเต้นง่าย เก็บกด มักมีแนวโน้มที่จะฝันร้ายได้ง่ายกว่าคนที่มองโลกในแง่ดี

หลายคนคิดว่าฝันร้ายไม่ดีต่อสุขภาพคนเรา แต่ในเชิงจิตวิทยาแล้วไม่ว่าจะฝันร้ายหรือฝันดีต่างสามารถช่วยให้คนเข้าใจตนเองให้ถ่องแท้ได้หรืออาจจะได้เห็นในสิ่งที่เราละเลยในชีวิตประจำวันไป ที่จริงฝันร้ายก็คือความกังวล ความโกรธขึ้ง หรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่เราเก็บกดไว้ตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนเข้านอนและมาปลดปล่อยในความฝัน การปลดปล่อยนี้เพียงพอที่จะสร้างสมดุลและปรับทัศนคติของเราได้ โดยคาร์ล กุสตาฟ จุง เห็นว่าที่จริงแล้วความฝันมีไว้เพื่อชดเชยและปรับสภาพจิตของเรา ทำให้เกิดภาวะสมดุลขึ้น”

 

แต่อีกมุมหนึ่งฝันร้ายก็ทำให้สุขภาพจิตของคนในยุคปัจจุบันยิ่งเลวร้ายลง จากการเก็บข้อมูลพบว่า 47.4 เปอร์เซ็นต์ของคนทั่วไปคิดว่าฝันร้ายส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอนหลับ 13.6 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าฝันร้ายยิ่งเพิ่มระดับความเครียดในใจ จนทำให้ตัวเองยิ่งกังวล ปริวิตก และยิ่งไปกว่านั้น 4.9 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าฝันร้ายส่งผลต่อสมาธิในการทำงาน จนพวกเขาต้องได้รับการบำบัด แต่ก็มีถึง 24.7 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นว่า “ฝันร้าย ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อตนเอง”

 

 

ถ้าเช่นนั้น พวกเราจะหลีกเลี่ยงการรบกวนจากฝันร้ายได้อย่างไร

ในความเป็นจริง ความฝันเป็น “กระจก” ที่สะท้อนเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นระหว่างวัน เช่น หากเข้าใกล้วันสอบ นักเรียนส่วนใหญ่ก็มักจะฝันเห็นตัวเองยื่นส่งกระดาษคำตอบเปล่า หรือฝันว่าตัวเองสอบตก วิธีการป้องกันไม่ให้ฝันร้ายก็คือการปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มีการเตรียมความพร้อมที่ดีล่วงหน้า คิดแต่ในแง่ดี ใช้ทัศนคติที่ดีมาลบเอาความกังวลต่าง ๆ ออกไป

 

 

3 วิธีเลิกฝันร้าย

(1) ฝึกการนอน พยายามนอนหลับก่อนห้าทุ่ม และไม่ทำงานจนถึงรุ่งเช้า

  • ก่อนเข้านอนสองชั่วโมงให้คุณเลิกการออกกำลังกายที่หักโหม ไม่ดูหนังสือหรือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรง พยายามฟังเพลงจังหวะเบา ๆ
  • อ่านหนังสือที่เนื้อหาไม่หนักมาก ส่วนก่อนนอนให้คุณอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นการแช่เท้าสักครู่สามารถผ่อนคลายความเครียดในตัวคุณได้

(2) งดอาหารรสจัดหรือไขมันสูง รวมถึงไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร อินเตอร์เนชั่นแนลไบโอไซนซ์ กล่าวว่า การกินอาหารรสจัดทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น หากกินอาหารรสจัดก่อนนอนจะส่งผลต่อคุณภาพการนอน และอาจทำให้ฝันร้ายได้ ทั้งนี้ ในรายงานจิตวิทยาก็ได้มีการระบุว่าการกินอาหารประเภทไขมันมากเกินไประหว่างวัน จะส่งผลต่อคุณภาพในการนอนหลับ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็มีส่วนในการทำให้คุณนอนฝันร้ายด้วย

(3) จดเรื่องราวของฝันร้ายนั้นไว้ทุกครั้งที่เกิดอาการฝันร้าย

ให้คุณจดบันทึกหรือวาดภาพในฝันนั้นออกมา เพื่อให้เข้าใจในความคิดของตนเองมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณหาต้นตอความฝันได้ คุณก็จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่สำคัญคือตอนที่จดบันทึกความฝันนั้นให้คุณสังเกตอารมณ์และสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันด้วย เพื่อจะหาทางควบคุมและแก้ปัญหา

 

 

ข้อมูลจากหนังสือ

comments

0 Comments
Share

maSCOOPS