maHealth

ถ้าไม่อยากสมองเสื่อม ต้องทำแบบนี้ให้ครบ 7 วัน

%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a-7-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99

เมื่อใช้ชีวิตแบบซ้ำซากไร้ความเปลี่ยนแปลงติดต่อกันนานเข้า สมองและร่างกายจะเฉื่อยชา ตอบสนองต่อความคิดและการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ได้ช้าลง  ดีไม่ดีอาจไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำสิ่งใดเลยก็ได้ อาการแบบนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อสมอง เพราะสมองของเราทุกคนต้องการข้อมูลและประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา หากไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้น การเจริญเติบโตของสมองจะหยุดชะงักทันควัน  ซึ่งการจะลดความเฉื่อยชาของสมองลงได้นั้น ทำได้เพียงแค่หมั่นออกกำลังกายให้กับสมองเหมือนอย่างการออกกำลังกายบริหารสัดส่วน

ด้วยเทคนิคบริหารสมองจากนายแพทย์คาโต้ โทะชิโนะริ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและเจ้าของโรงเรียนฝึกสมองชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งได้ค้นคว้าและทำการวิจัยมาแล้วว่า แค่เพียงทำกิจกรรมให้ต่างจากชีวิตประจำวันปกติก็ถือเป็นการบริหารสมองได้แล้ว 

และนี่คือกิจกรรมสุดสนุก 7 อย่างที่เราขอท้าให้คุณมาลองบริหารสมองไปด้วยกัน ซึ่งใช้เวลาเพียง 7 วัน (สามารถทำวนไปเรื่อยๆ ตลอด)  

แต่สามารถกระตุ้นสมองของเราให้สดชื่นแจ่มใส ปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ได้ทันที แถมดีต่อสุขภาพกายและจิตใจด้วยนะ

 

 

           เริ่มจากวันนี้ได้เลย!

วันที่ 1

ดูใบปลิวโฆษณา

 

 

หากมีความกลัดกลุ้มทำนอง  “ช่วงนี้รู้สึกห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรสักเท่าไรเลย…” อยู่ในใจคุณเมื่อไร นั่นคือสัญญาณว่าสมองของคุณอาจกำลังเหนื่อยล้า

การเฝ้ารอให้อารมณ์ความรู้สึกกลับมาสดใสกระปรี้กระเปร่าโดยไม่เร่งร้อน ในเวลาที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ถือเป็นวิธีที่ชาญฉลาดอย่างหนึ่ง ทว่าอีกหนึ่งวิธีที่ให้ผลดีไม่แพ้กันก็คือ การเปิดสมองรับข้อมูลจำนวนมหาศาล

การมองดูแผ่นพับโฆษณาสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ตที่แนบมากับหนังสือพิมพ์ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ให้ผลดีต่อสมอง เพราะแผ่นพับโฆษณาสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ตมักนำเสนอสินค้าเด่นประจำวันหรือประจำสัปดาห์ให้สะดุดตาที่สุด แล้วจึงไล่เรียงต่อมาด้วยสินค้าอีกหลายชนิดซึ่งมองไม่รู้สึกเบื่อ และบ่อยครั้งที่เราจะเจอสินค้าน่าสนใจระหว่างมองผ่านๆ อย่างไม่ตั้งใจนักในตอนแรก

เพราะเหตุใดการกระทำเหล่านี้จึงเชื่อมโยงไปสู่การบริหารสมอง

เหตุผลคือ เขตสมองส่วนการมองเห็นมีด้านที่เชื่อมโยงอยู่กับเขตสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกนั่นเอง ดังนั้นเมื่อข้อมูลจำนวนมากเข้าสู่สมองผ่านทางการมองเห็น อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ อย่างเช่น “น่าสนใจ” “น่าสนุก” จึงเกิดตามมา และความรู้สึกหลากหลายเหล่านั้นของเขตสมองทั้งสองส่วนนี้ ก็จะกลายมาเป็นตัวกระตุ้นสมองของเราชั้นดี

กุมกระเป๋าเงินของคุณไว้ดีๆ ล่ะ วิธีนี้อาจทำให้คุณได้สิ่งของไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น

 

วันที่ 2

จดบันทึกสไตล์เพ้อฝัน

 

 

วิธีการก็ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เพียงแค่เขียนความต้องการทั้งหลายที่ผุดขึ้นในสมอง เช่น สิ่งที่อยากทำ สถานที่ที่อยากไป คนที่อยากเจอ ลงในสมุดโน้ต

เขียนทุกเรื่องที่อยากทำลงไปตามชอบ ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องกังวลหรือลังเลว่า “ถ้าเขียนเรื่องทำนองนี้ลงไป อาจจะ…” เพราะนอกจากคุณแล้วก็ไม่มีใครอื่นจะมาเปิดดู

วิธีนี้มีประโยชน์อย่างมากในการฝึกเขตสมองส่วนการมองเห็น เขตสมองส่วนการนึกคิด และเขตสมองส่วนการทำความเข้าใจ

เคล็ดลับอยู่ที่การ “เขียน”

การเขียนภาพจินตนาการซึ่งปรากฏขึ้นในสมองให้ออกมาอยู่ในรูปของตัวหนังสือ เป็นการช่วยให้สมองทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของจินตนาการนั้นๆ ได้เด่นชัดขึ้น อีกทั้งช่วยให้มองเห็นความต้องการของตนเองในมุมมองของบุคคลที่สามด้วย

บางครั้งสิ่งที่เขียนเล่นๆ อาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้นะ

  

วันที่ 3

อาบน้ำด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด

 

 

รู้ไหมว่าการทำสิ่งต่างๆ ด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดนี้ สามารถนำมาใช้ในฐานะเทคนิคกระตุ้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างสมองซีกขวากับซีกซ้ายได้เช่นกัน

วิธีการง่ายๆ  แค่คุณเปลี่ยนมาใช้มือข้างที่ไม่ถนัดในการอาบน้ำชำระร่างกายเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนถนัดมือขวา ก็ให้เปลี่ยนมาใช้มือซ้ายฟอกสบู่แทน

เมื่อต้องใช้มือซ้ายแทนมือขวาซึ่งเป็นมือข้างถนัด ย่อมเกิดความรู้สึกแปลก รู้สึกไม่คุ้นเคย อาทิ จุดที่เคยเอื้อมถึงอย่างง่ายดาย กลับต้องใช้ความพยายามเพิ่มมากขึ้นกว่าจะฟอกสบู่ได้ หรือตรงกันข้าม จุดที่เคยฟอกชำระยากกลับทำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

ซึ่ง “ความรู้สึกแปลกรู้สึกไม่คุ้นเคย” นี้เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญ

ความรู้สึกดังกล่าว เกิดเพราะร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากยังเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องหรือการกระทำนั้นๆ ไม่เพียงพอ สมองจึงส่ง “สัญญาณ” ออกมา

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือสมองกำลังบอกว่า  “การเคลื่อนไหวนี้ ยังรู้สึกติดๆ ขัดๆ อยู่แฮะ”

ขณะเดียวกัน การชำระล้างร่างกายด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด ยังก่อให้เกิดความสับสนลังเลสำหรับบางคนด้วย เพราะหากใช้มือข้างถนัด สมองจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเริ่มต้นลำดับจากจุดไหนของร่างกายด้วย “ระบบอัตโนมัติ” จึงสามารถชำระร่างกายได้โดยไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก แต่เมื่อต้องเปลี่ยนมาใช้มือข้างไม่ถนัด ซึ่งยังไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับการสิ่งที่ต้องการลงมือปฏิบัติดีพอ ย่อมเกิดความงุนงงว่าต่อไปควรฟอกสบู่หรือชำระล้างจุดใด

ด้วยเหตุนี้ การปลูกฝังสิ่งที่มือข้างถนัดสามารถทำได้อย่างชำนิชำนาญให้กับมืออีกข้างเสียใหม่ จึงเป็นการมอบแรงกระตุ้นเร้าที่ต่างไปให้กับสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

                ถ้าต้องการประยุกต์เทคนิคบริหารนี้ให้มีระดับความยากเพิ่มมากขึ้น ก็ทำได้โดยชำระร่างกายด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด และเพิ่มการสลับลำดับการฟอกสบู่ให้ตรงกันข้ามกับที่เคยทำประจำ  

            เมื่อสลับทั้งมือและลำดับ รับรองว่าสมองต้อง “เหงื่อตก” เพราะงุนงงกับการเคลื่อนไหวมากขึ้นไปอีกแน่นอน

วันที่ 4

แต่วตัวแหวกแนว

 

 

ทุกๆ เช้าเมื่อต้องแต่งตัวไปทำงาน หลายคนใช้ความเคยชิน หยิบชุดชั้นในและเสื้อผ้ามาสวมใส่โดยไม่จำเป็นต้องหยุดคิด ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สมองก็จะเฉื่อยชา แล้วการเริ่มต้นการทำงานในแต่ละวันก็จะเฉื่อยชาตามกันไปเรื่อยๆ

วิธีง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเพื่อบริหารสมองให้คุณรู้สึกอยากตื่นมาทำงานทุกวัน นั่นคือการเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในให้แหวกแนวจากสไตล์เดิมบ้าง

วิธีนี้ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัยเพราะว่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นสิ่งที่สัมผัสถูกผิวโดยตรง ร่างกายจึงไวต่อความเปลี่ยนแปลงของสัมผัสจากเนื้อผ้า และสิ่งที่ตามมาคือความแปลกใจ ความตกใจที่ได้เห็นตัวเองในสไตล์ใหม่ๆ ซึ่งเชื่อมโยงต่อไปถึงการกระตุ้นการทำงานของเขตสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึก

สำหรับคนที่บอกว่า “เปลี่ยนชนิดของเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย” ให้ลองเปลี่ยน “สี” แบบฉีกแนวเดิมๆ ของตนเองดู

เช่น คนที่ปกติสวมใส่แต่เสื้อผ้าสีขาว-ดำ ให้ลองสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส ส่วนคนที่มักสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ให้ลองเปลี่ยนมาใช้สีเรียบขรึมดู

หากรู้สึกอึดอัดกับการต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกแบบพลิกฝ่ามือ ก็ให้ลองเปลี่ยนสีชุดชั้นในแทน อาจจะด้วยการเลือกสวมชุดชั้นในสีสันฉูดฉาด (อย่างเช่นสีสะท้อนแสง)

 

วันที่ 5

เดินทางโดยใช้เส้นทางต่างจากเดิม

 

 

แน่นอนว่าเราทุกคนย่อมกำหนดเส้นทางการเดินทางที่ช่วยให้ไปถึงสถานที่ทำงานหรือโรงเรียนเร็วสุดเป็นธรรมดา แต่รู้ไหมว่าแค่ลองเปลี่ยนเส้นทางก็ช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้นแล้ว

เพราะตราบใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้น คุณก็คงไม่คิดจะให้ความสนใจเกี่ยวกับทิวทัศน์รอบตัวระหว่างเดินทางไปทำงานหรือไปเรียน หรือบางทีอาจเพราะเห็นภาพเหล่านั้นจนชินตา สมองจึงไม่แสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นสักเท่าไรนัก มิหนำซ้ำ ร่างกายยังจดจำเส้นทางได้แล้ว จึงไม่มีทางหลงง่ายๆ

ในทางตรงกันข้าม หากวันใดเราใช้เส้นทางซึ่งต่างไปจากปกติ ทุกสิ่งที่เห็นย่อมชวนให้รู้สึกแปลกใหม่ไปเสียหมด สายตาย่อมสอดส่ายมองหาป้ายบอกรายละเอียดทางออกของสถานี ขณะเดียวกัน คุณอาจรู้สึกมึนงงกับความคลาคล่ำของผู้คนที่ใช้บริการสถานีนั้นๆ

ความรู้สึกที่ต่างไปจากชีวิตประวันเหล่านี้ ล้วนช่วยกระตุ้นเขตสมองส่วนการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยม

ที่สำคัญเทคนิคนี้ยังมีความหมายลึกๆ อีกหนึ่งความหมายซุกซ่อนอยู่ เพราะการมองหาสถานที่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ “ความทรงจำทางสายตา” ได้รับแรงกระตุ้นเร้า

ความทรงจำทางสายตาในที่นี้หมายถึงกลไกของสมองซึ่งจดจำภาพทิวทัศน์ สถานที่ หรือเส้นทางผ่านการมองเห็น อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ไม่หลงทิศ ซึ่งการบริหารความทรงจำทางสายตานี้มีส่วนเชื่อมโยงไปสู่การป้องกันภาวะสมองเสื่อมทางหนึ่งด้วย

สำหรับคนที่ไม่ได้ออกไปทำงานหรือไปเรียน ให้ลองเปลี่ยนเส้นทางเดินเล่นแทน

 

วันที่ 6

เล่นตัวต่อ

 

 

ในบรรดาของเล่นสำหรับเด็ก มีหลายประเภทที่ส่งผลดีต่อการกระตุ้นสมอง หนึ่งในนั้นคือ ตัวต่อ  

ทว่า ตัวต่อมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับการบริการสมองล่ะ

ลองคิดดูสิว่าในชีวิตความเป็นอยู่ตามปกติ มีอะไรบ้างที่คุณสามารถวางแผนด้วยตัวเองได้อย่างอิสรเสรี หรือทำได้ตามที่ใจต้องการ  นึกไม่ออกใช่ไหมล่ะ เพราะว่ามันยากมากที่เราจะมีอิสระได้ 100%

ยกตัวอย่างเช่น คุณได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลโปรเจ็กต์หนึ่ง  แม้หัวหน้าผู้มอบหมายงานจะบอกว่า “คุณเป็นหัวหน้าทีม ดังนั้นอยากทำอะไรก็ลงมือทำเลย” แต่สุดท้ายแล้วกลับต้องเจอกับข้อจำกัดสารพัด ไม่ว่าจะด้านงบประมาณหรือตารางดำเนินการ รวมถึงความคิดที่ต่างกันไปของสมาชิกในทีม

แต่ถ้าเป็นการประกอบชิ้นส่วนตัวต่อ คุณสามารถทิ้งความกังวลเหล่านั้นไปได้ อยากตัดถนนตรงไหนก็ตัด อยากวางสิ่งปลูกสร้างตรงไหนก็วางได้ตามที่ใจต้องการ ไม่มีใครว่ากล่าว ซึ่งความพิเศษของชิ้นส่วนตัวต่อนี้จะกลายเป็นปัจจัยดึงความต้องการที่อยู่ในตัวคุณออกมา

เพราะสิ่งที่จำเป็นต่อสมอง ก็คือขั้นตอนที่จะนำพาภาพจินตนาการไปสู่ความเป็นรูปธรรม

การสร้างเมืองด้วยตัวต่อ เปรียบได้กับการประกอบภาพจินตนาการของเมืองที่ผุดขึ้นในสมองให้ออกมาเป็นรูปร่างทีละนิด โดยใช้ประสาทการมองเห็น รวมถึงประสาทรับรู้การสัมผัส ทำให้สมองส่วนที่ไม่มีโอกาสได้ใช้สักเท่าไรในชีวิตประจำวันได้รับแรงกระตุ้น

อย่าคิดว่า “โตแล้วจะให้มานั่งเล่นตัวต่อเนี่ยนะ…”

เพราะการเล่นนี่ละ ที่จะช่วยให้สมองได้พบกับประสบการณ์ใหม่

 

วันที่ 7

ดูภาพยนตร์ต่างแนวกัน 3 เรื่องภายในหนึ่งวัน

 

 

ภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งความบันเทิงที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตประจำวันได้ดี  นอกจากนี้การชมภาพยนตร์ยังสามารถช่วยบริหารสมองไปได้ในตัวด้วย แต่ต้องใช้เทคนิค ดูภาพยนตร์ 3 แนว 3 เรื่อง ภายในหนึ่งวัน  ซึ่งจะช่วยบริหารเขตสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกและเขตสมองส่วนการมองเห็นที่ดีวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่มีอะมิกดาลาอยู่

เจ้าอะมิกดาลาที่ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วอัลมอนด์นี้ ตั้งอยู่เป็นคู่ในสมองซีกซ้ายและซีกขวา ทำหน้าที่รองรับแรงกระตุ้นที่เกิดจากความดีใจ ความเศร้า ความโกรธ ความกลัว แต่ขณะเดียวกันการรับข้อมูลของอะมิกดะลาซีกซ้ายกับขวากลับแตกต่างกัน

โดยมีผลวิจัยยืนยันว่าอะมิกดะลาในสมองซีกซ้ายจะตอบสมองต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เป็นเจ้าของสมอง ส่วนอะมิกดะลาในสมองซีกขวาจะตอบสนองต่อภาวะอารมณ์ที่บุคคลอื่นแสดงออก จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากภาพยนตร์ที่มีการพลิกเนื้อหา เดาทางการดำเนินเรื่องได้ยาก ซึ่งเปรียบเหมือนการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา จะมีส่วนช่วยบริหารอะมิกดะลาด้วยในตัว

ลองเลือกภาพยนตร์แนวที่ต่างไป เช่น เรื่องแรกเป็นแนวคอมเมดี้ (ขบขัน) เรื่องต่อไปแนวดราม่า (เศร้าน้ำตาซึม)

และตบท้ายด้วยแนวสยองขวัญ (หวาดผวา)  รับรองว่าสมองจะถูกกระตุ้นแบบครบอรรถรสแน่นอน


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ  ฝึกสมองให้ฉับไว แค่ทำอะไรต่างจากเดิม สนพ. Amarin How-To

comments

0 Comments
Share

maSCOOPS