move

ชำแหละสมอง ฆาตกรโรคจิต

%e0%b8%8a%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%86%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95

ฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมแสดงออกตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นเราควรสังเกตเด็กรอบกายว่ามีพฤติกรรมดังนี้หรือไม่ ชอบเล่นไฟ ปัสสาวะรดที่นอน ชอบทารุณหรือรังแกสัตว์!

การเล่นไฟเป็นพฤติกรรมที่ส่อถึงความรุนแรง การปัสสาวะรดที่นอนเป็นการบ่งชี้ว่าเด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้ แต่พฤติกรรมที่สำคัญที่สุดคือการที่เด็กชอบทารุณหรือรังแกสัตว์ เพราะในสายตาเด็ก สัตว์ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด และสำหรับเด็กชายที่ชอบทรมานแมว แสดงว่ามีความเสี่ยงที่จะทำร้ายหญิงสาวเมื่อโตขึ้น เพราะแมวมีลักษณ์คล้ายผู้หญิง โครงหน้ารูปหัวใจ ดวงตากลมโต ปากนิด จมูกหน่อย หากมีพฤติกรรมหลายๆ อย่างนี้เกิดขึ้น แสดงว่าเด็กรายนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นฆาตกรในอนาคตเหมือนพวกเขาเหล่านี้!

 

ผู้ต้องหา : นายเรย์

เพศ : ชาย

วันที่ลงมือ : ค.ศ. 1979

สถานที่เกิดเหตุ : เม็กซิโก

คดี : ฆาตกรรมต่อเนื่อง ทารุณกรรม แยกร่างศพ

จำนวนผู้เคราะห์ร้าย : 10 คนขึ้นไป

 

สำหรับคดีของเรย์ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เขาคิดแผนการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง รวมถึงสร้างห้องลงทัณฑ์จากวัสดุกันเสียงทั้งหมด ผนังและประตูทำด้วยวัสดุที่หนาและแข็งแรง ต่อให้เหยื่อ “ร้องจนหมดเสียงก็ไม่มีใครได้ยิน” ในห้องนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขาหยั่ง โซ่เหล็ก กุญแจมือ เข็มขัด อวัยวะเพศเทียม ที่ช็อร์ตไฟฟ้า กล้องวงจรปิด แส้หนังวัว เพื่อให้นายเรย์ “ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด” ขณะที่เหยื่อต้อง “ลงนรกขุมสุดท้าย” ในเวลาเดียวกัน

เรย์ไม่ได้เพลิดเพลินกับการหั่นชิ้นส่วนศพ แต่เป็นการทรมานของสงวนของเหยื่อ ซึ่งเขาเริ่มมีความคิดนี้มาตั้งแต่ตอนอายุ 13 ปี ก่อนจะลงมือทำจริงๆ ตอนอายุ 15 ตอนนั้นเขาจับผู้หญิงมัดกับต้นไม้และทรมานเธอจนเสียชีวิต จนกระทั่งอายุ 40 ปีเขาจึงเริ่มลักพาตัวหญิงสาวมาทารุณกรรม และทำเช่นนี้ยาวนานกว่า 10 ปี!

 

จุดเด่นของฆาตกรต่อเนื่องประการหนึ่งคือ พวกเขาจะถืออำนาจในการเลือกฆ่าผู้หญิงได้ราวกับตัวเองเป็นพระเจ้า ช่วงเวลาที่เหยื่อใกล้หมดลมหายใจจะเป็นช่วงที่พวกเขาเข้าถึงความรู้สึกของการได้ครองอำนาจ ซึ่งการแสดงอำนาจของเรย์คือช่วงที่เขาถึงจุดสุดยอดขณะที่เหยื่อกำลังจะขาดใจตาย

 

การทำทารุณกรรมทางเพศของเรย์ไม่ต่างอะไรกับการเสพยาเสพติด เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องทำอยู่ตลอดเป็นวงจรไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง

 

ผู้ต้องหา : นายเดนนิส แอนดรูว์ เนลสัน (ใช้ชื่อย่อว่าเนลสัน)

เพศ : ชาย

วันที่ลงมือ : 30 ธันวาคม 1978 – 23 มกราคม 1983

สถานที่เกิดเหตุ : สหราชอาณาจักร

คดี : ฆาตกรรมต่อเนื่อง ข่มขืนศพ แยกร่างศพ

จำนวนผู้เคราะห์ร้าย : 15 คนขึ้นไป

 

นายเนลสันเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่เย็นชาเป็นอย่างมาก  เย็นชาในที่นี้ไม่ใช่ชอบความอ้างว้าง ตรงกันข้าม เขากระหายที่จะเข้าใกล้ผู้คน อีกทั้งยังเป็นพวกรักร่วมเพศ แต่ไม่สามารถคบหาคนรักแต่ละคนนานๆ ได้ เขาจึงได้แต่จินตนาการความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหล่าชายที่เป็นเหยื่อ…

 

ปีค.ศ.1978 เนลสันในวัย 32 ปีได้ลงมือฆ่าลูกค้าคนหนึ่ง แล้วเอาศพไปซ่อนไว้ใต้พื้นไม้ที่พักของเขา บางครั้งก็เปิดกระดานไม้เอาศพขึ้นมามีเพศสัมพันธ์ด้วย จนกระทั่งศพเน่าอืดจึงนำไปทิ้ง จากนั้นการเริ่มต้นไล่ล่าเหยื่อรายต่อไปก็เริ่มขึ้น เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ สิบกว่าศพ จนกระทั่งปีค.ศ.1983 ศพสุดท้ายจากฝีมือเขาอยู่ในสภาพถูกแยกร่างและทิ้งในท่อระบายน้ำจนอุดตัน จนทำให้พบศพนั่นเอง

 

เนลสันหลงใหลในร่างไร้วิญญาณของเหยื่อ เข้ามักจะเก็บศพไว้หลายๆ วันแล้วค่อยทำลาย หลายครั้งที่เขานอนกับศพ อาบน้ำกับศพ หรือพูดคุยกับศพและบอกราตรีสวัสดิ์กับศพทุกคืนก่อนนอน ฟังแล้วดูน่าขนลุกขนพองมากกว่าคดีอื่นๆ เป็นร้อยเท่า

 

เมื่อเทียบกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแล้ว คดีของเนลสันต่างจากคดีอื่นตรงที่ เนลสันไม่ได้มีความโกรธเกลียดใดๆ กับเหยื่อ อีกทั้งเขายังเป็นคนรักสัตว์ ไม่เคยมีประวัติทารุณสัตว์ และไม่เคยถูกทารุณกรรมใดๆ เพียงแค่วัยเด็กของเนลสันเต็มไปด้วยความอ้างว้าง เมื่อโตขึ้นเขาได้เข้าไปทำงานในกรมทหารตำแหน่งพ่อครัว จึงได้รู้วิชาชำแหละเนื้อ และนำมาประยุกต์ใช้กับศพเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายแทน

เนลสันมีความรู้สึกผูกพันธ์กับเหยื่อแทบทุกราย เนื่องจากวัยเด็กเขากับเพื่อนไปพบศพชายผู้หนึ่งริมแม่น้ำ ในสภาพถูกกดน้ำจนตาย สภาพศพนั้นทำให้เนลสันนึกถึงปู่ทวดของเขา เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆ กลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยซ้ำ ความตายกับความเป็นนิรันดร์ผูกพันธ์จนเขาแยกไม่ออก เขารู้สึกสับสน และนี่เองที่เป็นเหตุการณ์แรกที่ชักนำเขาไปสู่การเป็นฆาตกรโหด

 

ผู้ต้องหา : นายคาร์ล

เพศ : ชาย

วันที่ลงมือ : ค.ศ. 1924

สถานที่เกิดเหตุ : เยอรมนี

คดี : ลักขโมย ฆาตกรรมหั่นศพ กินศพ

จำนวนผู้เคราะห์ร้าย : 31 คนขึ้นไป

กะโหลกศีรษะมนุษย์ถูกพบเป็นชิ้นแรกหลังการเข้าค้นบ้านพักของนายคาร์ล ตามมาด้วยก้อนเนื้อมนุษย์รูปร่างต่างๆ กันไป โดยก้อนเนื้อถูกแช่ไว้ด้วยน้ำเกลือในถังไม้อย่างดี นับจำนวนได้ 15 ชิ้น มีอยู่สองชิ้นที่น่าจะเป็นส่วนหน้าอก เพราะสภาพขนเป็นระเบียบและลักษณะถูกกรีดจากช่วงสะดือขึ้นมาด้วยมีดคบกริบ อีกชิ้นคาดว่าเป็นชิ้นส่วนจากกระเพาะมนุษย์ ชิ้นเนื้อที่ใหญ่ที่สุดที่พบมีขนาดเท่ากับกระดาษเอสี่

 

เนื้อที่พบล้วนมีสีแดงสด พอดูออกว่าไม่ได้เกิดการเสียเลือดมากก่อนการชำแหละ อีกด้านหนึ่งในส่วนเนื้อแผ่นหลังมีจ้ำสีฟ้าเป็นหลักฐาน แสดงว่าผู้ตายถูกแยกชิ้นส่วนศพหลังการตายไปแล้วหลายชั่วโมง

 

ในห้องครัวของคาร์ลมีหม้อสามใบตั้งอยู่ ใบหนึ่งมีของเหลวคล้ายเนยเหลวผสมกับก้อนเนื้อของมนุษย์ หม้ออีกใบมีของที่ต้มเหลือเพียงครึ่งหม้อ แสดงว่านายคาร์ลคงกินไปแล้วกว่าครึ่ง ใบสุดท้ายมีส่วนผสมของผิวหนังมนุษย์และหลอดเลือดต่างๆ ไม่มีหลักฐานว่านายคาร์ลเอาเนื้อไปขาย แต่เป็นไปได้ที่จะแบ่งเนื้อมนุษย์ที่ปรุงแล้วให้คนเร่ร่อนกิน

 

นอกจากนี้นายคาร์ลยังมีพฤติกรรมชอบสะสมฟันของเหยื่อ จากการบุกค้น ตำรวจได้พบฟันจำนวน 315 ซี่ซึ่งถูกหมักไว้ด้วยเกลือและพริกไทย จากฟันที่พบทำให้วินิจฉัยได้ว่ามีผู้เคราะห์ร้ายอย่างน้อย 25 คน หนึ่งในนั้นมีอายุไม่ถึง 16 ปีด้วยซ้ำ โดยเหยื่อส่วนมากอยู่ในวัย 40 ปี

หลังจากที่นายคาร์ลถูกจับกุม ตำรวจได้ไปสอบสวนเพื่อนบ้านโดยรอบ หลายคนให้การว่านายคาร์ลมักจะมี “เนื้อ” กินเสมอๆ ต่อให้เศรษฐกิจฝืดเคืองแค่ไหน บางครั้งนายคาร์ลได้ยกเนื้อตุ๋นหม้อใหญ่จากบริเวณที่เลี้ยงสุนัขเข้าบ้าน ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครจับพิรุธได้เพราะคิดว่าในหม้อเป็นเนื้อสุนัข เพราะเคยเห็นขนสุนัขกองอยู่เต็มพื้นหน้าบ้านไปหมด

 

นอกจากนี้ยังไม่มีใครสังเกตเวลาที่เขายกหม้อที่เต็มไปด้วยเลือดเข้าบ้าน หรือแม้แต่เสียงทุบตีต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยามค่ำคืนเพราะต่างคิดว่านายคาร์ลกำลังทำกุญแจเพื่อนำไปขายยังชีพอยู่

 

หลังจากที่นายคาร์ลถูกจับได้ไม่นาน เขาก็แขวนคอตายทั้งๆ ที่ไม่ยอมรับความผิดใดๆ ทั้งสิ้น…


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ คุณเป็นคนปกติหรือไม่

สำนักพิมพ์ Amarin How-to

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ