maThink

คนรุ่นใหม่ไฟแรง? กับการเขียนหนังสือ

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad

กันลืม


นักเขียนระดับโลกนั้นเวลาเขียนเสร็จ 100% จะตัดทิ้ง 30% คงเหลือไว้ 70% เพื่อให้งานกระชับกลมกล่อมขึ้น ยกตัวอย่างนักเขียนไทยรุ่นใหญ่อย่างคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ จะเลือกใช้คำเรียบง่าย สื่อความหมาย สั้นและกระชับ พี่หนุ่มเสนอว่านักเขียนที่ดีต้องหาสมดุลตรงนี้ให้เจอ

1


บังเอิญโชคดีได้มีโอกาสฟังสนทนาแชร์ประสบการณ์งานเขียนของพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา กับ พี่ต้น- อนุสรณ์ ติปยานนท์ (มูราคามิเมืองไทย) ร่วมกับคนหนุ่มสาวอีกประมาณ 50-60 คน การพูดคุยเป็นกันเองตั้งแต่แรก มีแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่าง…

พี่หนุ่มกับพี่ต้น พูดเรื่องคนหนุ่มสาวที่อยากเป็นนักเขียนที่ได้พบเจอบ่อยๆ คือ หนึ่ง ประเภทที่มั่นใจเกินไป กับ สอง ประเภทที่ไม่มั่นใจเลย

กลุ่มแรกนั้นมั่นใจในตัวเองเกินกว่าผลงาน ไม่รับฟังคำติชมใดๆ แม้ผลงานจะต้องปรับปรุงก็คิดว่าดีแล้ว ส่วนกลุ่มที่สองนั้นตรงข้าม คือ ไม่มั่นใจอะไรเลย เขียนงานดีหรือไม่ดีก็ไม่มั่นใจ วิจารณ์นิดเดียวก็อาจหมดกำลังใจได้

เรียกว่าเป็นคนสุดโต่งไปคนละด้าน อยากจะให้กลุ่มแรกหัดตั้งคำถามและสงสัยในงานตัวเองบ้าง อย่ามั่นใจในตัวเองเกินไป ส่วนกลุ่มที่สองฝึกมั่นใจในตัวเองหน่อย หาทางสายกลางให้เจอ

พี่หนุ่มพูดเสริมเรื่องข้อดีและข้อเสียของคนหนุ่มสาว ข้อดีคือ คนหนุ่มสาวมีพลังจนล้นปรี่ แต่ข้อเสียคืออาจจะเมามันกับการเขียน และการใช้ภาษามากเกินไป ไม่รู้จักเลือกเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริงๆ

นักเขียนระดับโลกนั้นเวลาเขียนเสร็จ 100% จะตัดทิ้ง 30% คงเหลือไว้ 70% เพื่อให้งานกระชับกลมกล่อมขึ้น ยกตัวอย่างนักเขียนไทยรุ่นใหญ่อย่างคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ จะเลือกใช้คำเรียบง่าย สื่อความหมาย สั้นและกระชับ พี่หนุ่มเสนอว่านักเขียนที่ดีต้องหาสมดุลตรงนี้ให้เจอ

จุดนี้ทำให้ผมนึกถึงคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ ตอนย้ายมาอยู่แมนยูสองปีแรก เขาจะหวงบอล เลี้ยงและสับขาหลอกอยู่คนเดียวจนทำให้ทีมไม่ได้จบสกอร์สักที เพราะผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมีเวลาลงมารับแบบสบายๆ แต่หลังจากที่เขาเลิกเล่นเพื่อตัวเอง หันมาเล่นเพื่อทีม แมนยูก็กลับมาน่ากลัวอีกครั้ง

ห้านาทีของการบรรยายผ่านไป ผมหันไปมองรุ่นน้องคนหนึ่งที่นั่งข้างๆ กันกำลังจดข้อความลงสมุดยิก ผมนึกไม่ออกเลยว่าประสบการณ์เขียน 10-20 ปีของทั้งคู่ ที่จะบอกเล่าในอีก 1 ชั่วโมง 55 นาทีข้างหน้า จะยอดเยี่ยมขนาดไหน

 

2


ในการบรรยายพี่หนุ่ม-โตมรสรุปว่า ปัญหาสำคัญในการเขียนของคนหนุ่มสาวคือ จะทำอย่างไรให้พลังในการเขียนที่มีมากไป(หรือน้อยไป) มีความกลมกล่อมและพอดี

จุดนี้ผมอยากเสริมว่าคงเหมือนการทำกับข้าว ที่ต้องคอนโทรลวัตถุดิบกับรสชาติ เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด เอาให้อยู่ เราอาจชอบงานเขียนเค็มๆ เผ็ดๆ แต่บางทีคนอ่านอาจจะไม่ชอบหรือเปล่า? รักที่จะเป็นนักเขียนก็ต้องหาทางฝึกทำให้อร่อย นอกจากตัวเองชอบแล้ว คนกินก็ต้องชอบด้วย?

จากประสบการณ์ของผม อันที่จริงต้นฉบับที่ส่งเข้ามาที่สำนักพิมพ์ต่างๆ นั้นมีจุดร่วมเหมือนกันคือ ส่วนใหญ่ถ้าพล็อตดี ภาษาจะไม่ดี ส่วนพล็อตไม่ดี ภาษาจะดีมาก หลายคนที่สำนวนภาษาใช้ได้ เรื่องมักจะไม่ค่อยสนุก หลายคนก็เล่าเรื่องตัวเองมากไป เขียนโฟกัสตัวเองถึง 70-80% ทั้งที่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเล่า การอ้างอิง หรือข้อคิดดีๆ จึงทำให้เรื่องเล่าที่น่าอ่านเหลือเพียง 20% เท่านั้น การไม่ผ่านการพิจารณาจึงเป็นเรื่องปกติ

สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะค่านิยมแบบปัจเจกชน ที่ได้รับความนิยมโด่งดังในช่วงสิบปีมานี้ คนหนุ่มสาวจึงดำเนินรอยตามกันมากมาย

คุณแชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล นักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร all ว่า บล็อกนั้นจะเขียนอะไรก็ได้ถ้าไม่แคร์คอมเมนต์ แต่ถ้าอยากให้มีคนมาเมนต์เยอะๆ ก็ต้องแคร์คนอ่านด้วย ผมคิดว่าแชมป์พูดถูกสุดๆ ที่สำคัญมันเอามาปรับใช้ในการเขียนต้นฉบับได้ดีมากเลย
ถ้าเป็นคนดังที่ประสบความสำเร็จแล้วจะเขียนเรื่องตัวเองก็คงไม่ผิด
แต่ถ้ายังไม่ดังแล้วเขียนเรื่องตัวเองมากไป(80-90%)
คนอ่านจะอ่านไหมก็อาจต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง

 

3


หลังจากหัวข้อแรกพิธีกรถามพี่ต้นต่อว่า แล้วจะเริ่มเขียนหนังสือยังไงดี
พี่ต้นบอกว่า เวลาเขียนหนังสือเราต้องมีหลัก 3 ข้อก่อน

ข้อแรก เราต้องมีข้อมูลในเรื่องที่จะเขียน แต่ว่าอย่าเพิ่งกูเกิลมากไป เพราะกูเกิลเป็นการหาข้อมูลแบบแคบๆ ที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือเราจะหาจากสิ่งที่เราสนใจเท่านั้น ต่างจากอ่านหนังสือที่เรามักเจออะไรแปลกใหม่ จากความคิดคนเขียนตลอด

อ.ต้นยกตัวอย่างคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่รู้จักข้อมูลไวน์ทุกชนิดบนโลก ประหนึ่งสารานุกรมเคลื่อนที่ก็ว่าได้(เพราะอ่านกูเกิลมา) แต่พอรินไวน์ให้ดมจริงๆ กลับไม่รู้เลยว่ามันคือไวน์อะไร ซึ่งเป็นความจริงที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนรุ่นใหม่ และนอกจากอ่านหนังสือ อีกวิธีคือการเดินทางลงพื้นที่เพื่อพูดคุยสอบถาม จะทำให้เข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย

ส่วนข้อสอง เราต้องมีความคิดก่อนว่าจะเขียนอะไรออกมา มองภาพให้ชัด ต้องเห็นภาพทั้งหมดก่อนว่าจะเขียนแนวไหน อะไร ยังไง เพราะรายละเอียดของเรื่องสั้น บทความ นิยาย กวีนิพนธ์ ฯลฯ ก็ใช้ความคิดและการเล่าไม่เหมือนกัน

และข้อสาม เราต้องมี Wisdom หรือ ปัญญา ปัญญาในที่นี่ไม่ใช่สติจากการนั่งสมาธิหรือวิปัสนา แต่เป็นปัญญาอีกแบบหนึ่ง ว่าด้วยการตัดสินใจเฉียบแหลม จากข้อมูลทั้งหมดที่มี อะไรสำคัญที่จะเขียนถึง อะไรไม่สำคัญ แล้วก็เขียนออกมาเป็นร่างแรกก่อน (ซึ่งช่วงกลางของการบรรยาย อ.ต้นพูดถึงร่างแรกของลอนดอนกับความลับในรอยจูบ ที่เขียนครั้งแรกว่ามันยังไม่ดีพอ อ่านแล้วก็งั้นๆ และปรับปรุงจนดีขึ้นในภายหลัง แล้วก็เล่าเรื่องการโดนตัดงานเขียนทิ้ง มีบทหนึ่งในลอนดอนฯ ที่พี่ต้นชอบมากแต่ บ.ก. บอกว่าไม่เอายังไม่สำคัญพอ และในภายหลังพี่ต้นก็เห็นด้วยว่ามันควรตัดทิ้งจริงๆ

ซึ่งตรงนี้สามารถโยงกลับไปที่หลัก 70/30 ที่พี่หนุ่มว่าไว้ได้
และนอกจากสามข้อนี้แล้ว พี่ต้นยังบอกอีกว่า บรรทัดแรกหรือการเปิดเรื่องต้องเอาคนอ่านให้อยู่ ไม่งั้นที่เขียนมาทั้งหมดอาจจะไม่มีใครอ่าน!

comments

0 Comments
Share

พอกลอน ซาเสียง บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ Springbooks

บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด(2555) / ก่อนความฝันจะล่มสลาย(2556) / บ๊อบแมวเตะฝันข้างถนน(2556) /ไม่เอาน่ะอย่าคิดมาก(2558) / และเป็นเจ้าของหนังสือ “ทดเวลาฝันเจ็บ” (2559)