maSpecial

ข้าวสำมะปิ กินแล้วจะฉลาด?

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b4-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94

ข้าวหนม


ตามประเพณีแล้วจะมีการกวนข้าวมธุปายาส ซึ่งรสชาติอร่อยของมันทำให้บางครั้งก็เรียกว่าข้าวทิพย์ ส่วนชื่อ ‘สำมะปิ’ ที่ทางอีสานเรียกกันนั้น ยายบอกว่า ก็เพราะเอาของหลายๆ อย่างกวนใส่เข้าด้วยกัน ตามความหมายในภาษาอีสาน-ลาว ที่แปลว่า หมดทุกอย่าง

‘ความหลัง’ แม้เป็นเรื่องเก่าที่ผ่านไป แต่มันกลับยังมีความสดสวยอยู่ในใจให้ระลึกถึง วันนี้ฉันนั่งรื้อเอกสารการเรียนเก่าสมัยยังสวมกระโปรงจีบรอบในรั้วมหาวิทยาลัย เอกสารประกอบการเรียนวิชาทางสัตวแพทย์เรื่องแล้วเรื่องเล่าถูกคัดแยกและเรียงขึ้นชั้นเผื่อได้ใช้อ้างอิงในการทำงานในคลินิก แต่ก็มีหลายเล่มเหมือนกันที่ส่งมันกลับลงไปในกล่องดังเดิม

 

มีหนังสือสีชมพูเล่มหนึ่งหน้าปกลายไปด้วยรอยปากกาวาดรูปสิงสาราสัตว์เสียพร้อย หากยังพอมองเห็นตัวหนังสือพิมพ์หน้าที่ปกว่า ‘คู่มือปฏิบัติการภาคสนามร่วมศูนย์แพทย์’ รายวิชานี้เป็นการเรียนร่วมกันระหว่างคณะ ประกอบไปด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ของคณะแพทยศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ ทันตแพทยศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และ สัตวแพทยศาสตร์เป็นรายวิชาที่ให้นักศึกษาใช้ความรู้ที่เรียนมาไปพัฒนาชุมชน เป็นระยะเวลา ๑๐ วัน

 

แม้ไม่เกี่ยวอะไรกับงานรักษา แต่มือกลับชะงักค้างไม่ยอมหย่อนมันลงกล่องเสียทีพลางค่อยๆ ขยับพลิกดูบันทึกการปฏิบัติงานแต่ละหน้าที่มีลายเซ็นของอาจารย์ที่ปรึกษากำกับว่าได้ตรวจงานแล้ว

 

บันทึกการฝึกภาคสนามร่วมวันที่ ๑ ฉันมาถึงหมู่บ้านคอนสาย กิ่งอำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี เป็นที่เรียบร้อย และเข้าประจำบ้านหมายเลข ๑๐๑ เจ้าของบ้านเป็นคุณยายที่อาศัยเพียงคนเดียวเนื่องจากลูกหลานไปทำงานในเมืองกรุงกันหมด…

 

บันทึกการฝึกภาคสนามร่วมวันที่ ๒ สำหรับ (ว่าที่) สัตวแพทย์ช่างจ้ออย่างฉันจึงได้ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ของโครงการไปครอบครอง แน่นอนว่าต้องมีหน้าที่ไปกระจายข่าวโครงการต่างๆ ของนักศึกษาที่เสียงตามสายของหมู่บ้านในช่วงตี ๕ ครึ่ง ทุกวัน แล้วค่อยออกสัมภาษณ์ชาวบ้านถึงปัญหาในหมู่บ้าน พบว่านอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว ‘ผีปอบ’ ก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ชาวบ้านกังวล… อ่านมาถึงตรงนี้ก็อดยิ้มขำกับบันทึกของตนเองไม่ได้และไล่อ่านมันต่อไปจนครบทั้ง ๑๕ วัน

 

ภาพความทรงจำค่อยๆ เลื่อนไหลมีบันทึกตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า คืนหนึ่งยายไปค้างที่วัดเพราะเป็นวันศีล แม้จะเขียนไว้เพียงแค่นั้น แต่จำได้ว่ารุ่งเช้าเจ้าของบ้านสูงวัยกลับมาพร้อมขนมห่อหนึ่ง เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์สีน้ำตาลดำ ดูไม่น่ากินเอาเสียเลย สำหรับเด็กเมืองอย่างฉันยายเรียกขนมนี้ว่า ‘ขนมสำมะปิ’

“กินอันนี้แล้วสมองสิดี” ยายบอกสรรพคุณของมัน

 

ฉันลองบิชิ้นเล็กๆ มาชิมอย่างแค่จะเอาใจคนแก่ แต่ความหอม ความหวาน ความมัน ทำให้ฉันถึงกับแปลกใจ และกินมันจนหมด

 

“พระพุทธเจ้าฉันข้าวสำมะปิที่นางสุชาดาเอามาถวาย แล้วตอนย่ำรุ่งก็ตรัสรู้ คนเฒ่าคนแก่จึงเชื่อว่าเฮ็ดให้ฉลาด”

 

ที่แท้แล้ววันนี้ก็เป็นวันสุกดิบก่อนวันออกพรรษานี่เอง ตามประเพณีแล้วจะมีการกวนข้าวมธุปายาส ซึ่งรสชาติอร่อยของมันทำให้บางครั้งก็เรียกว่าข้าวทิพย์ ส่วนชื่อ ‘สำมะปิ’ ที่ทางอีสานเรียกกันนั้น ยายบอกว่า ก็เพราะเอาของหลายๆ อย่างกวนใส่เข้าด้วยกัน ตามความหมายในภาษาอีสาน-ลาว ที่แปลว่า หมดทุกอย่าง

 

ด้วยความตะกละ เอ้ย! ความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาทำกันอย่างไร มีแต่ต้องตามยายไปวัดท้ายหมู่บ้านเห็นจะเป็นการดีที่สุด

 

ที่วัด ลุงหวดมัคนายกกำลังช่วยชาวบ้านคนอื่นกวนขนมกระทะต่อไปอยู่เหยงๆ เมื่อรู้ว่ามีนักศึกษาสนใจ ลุงจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

“เชื่อบ่ว่าข้าวสำมะปิมันมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า สพฺพปิ”

 

“อีหลีติลุง มันแปลว่าหยัง”

 

“สพฺพ กะแปลว่า ทั้งหมด ปิ กะแปลว่า รวม สพฺพปิจึงแปลว่า รวมทั้งหมด”

 

ระหว่างที่ลุงหวดเล่า หญิงชราที่ให้การดูแลฉันก็พยักหน้าหงึกหงักๆ ว่า “เออๆ แม่นล่ะๆ” ไปด้วย ก่อนจะพาไปดูวัตถุดิบที่ใช้ในการกวน ซึ่งเยอะเป็นที่น่าอัศจรรย์ คือ ราวๆ ๕๐ อย่าง ตามแต่ละท้องถิ่นจะหาได้ สมชื่อสำมะปิของมัน เช่นข้าวน้ำนม ข้าวโพดอ่อน ใบเตย มันสำปะหลัง มันสาคู มันข้าวก่ำ มันแซง มันแกว เผือก ฟักทอง ฟักเขียว แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวจ้าว ข้าวเม่า ถั่วเขียว ถั่วลิสง งา น้ำนมแมว สาคูเม็ดเล็ก ข้าวร่วง น้ำตาล นมข้นหวาน นมสด น้ำผึ้ง เนย น้ำตาลปึก น้ำอ้อยสด น้ำอ้อยก้อน มะละกอสุก องุ่น ละมุด ข้าวตอก กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ มะพร้าว ส้มเขียวหวาน มันเพิ่ม บัวบก ฯลฯ

บางอย่างก็ต้ม บางอย่างก็นึ่ง แล้วจึงกวนเข้าด้วยกัน แม้กระทั่งไม้ที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงยังต้องเป็นไม้ที่มีชื่ออันเป็นมงคลเลย เช่น ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ประคอง มะยม ต้นทอง อินทนิล ขนุน ยอ และ ไม้จันทน์

 

“ยามที่กวนก็ต้องมีการอัญเชิญเทวดา มีท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ มาอภิบาลรักษา เวลาปรุงข้าวทิพย์นี้ด้วย” ลุงหวดเล่าเพิ่มเติมก่อได้ลองกวนกับพวกป้าๆ ดูบ้าง

 

เย็นวันนั้นฉันได้ผลงานกลับมาปันให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ชิมอีก ๔ กระปุก ‘เห็นว่ากินแล้วสติปัญญาจะดี ก็ขอให้พวกเราสอบผ่านทุกวิชาได้เกรดสวยงามด้วยเทอญ’ ทุกคนอธิษฐานก่อนจะชิมกันคนละคำสองคำ ทำเอายายหัวเราะจนดวงตายิบหยี

 

‘ติ๊ง’ เสียงข้อความเรียกเข้าปลุกฉันจากภวังค์ ฉันยิ้มให้กับหนังสือคู่มือปกชมพูเล่มนั้น แม้ความคิดจะล่องลอยไปไกล แต่ก็ยังรู้สึกว่าความระลึกถึงยายนั้นยังไปไม่ถึง แผนการไปเยี่ยมบ้านที่เคยออกค่ายจึงผุดขึ้นในใจ เดือนเมษายนนี้เห็นจะต้องเตรียมน้ำดอกไม้ไปรดน้ำดำหัวหญิงชราผู้อยู่ในห้วงคำนึง ความคิดถึงจะได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์เสียที


อ้างอิง

สิลา วีระวงส์. (2549). วัจนานุกม พาสาลาว. พิมเทื่อที่ 3. โดยบอลิสัด ดอกเกด กานพิม จำกัดผู้เดียว.

นะคอนหลวงเวียงจัน. 382 หน้า.

comments

0 Comments
Share

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม นายอินอะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ประเภทสารคดีเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่อยากเขียนสารคดีเกี่ยวกับอาหารและแหล่งที่มาบ้าง