move

ขายของได้ด้วยคอนเทนต์ที่ไม่ขายของ (Non-sale Content)

%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-non-sale-content

คอนเทนต์เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าสนใจในแบรนด์ของคุณได้ ทำให้คุณมีตัวตน สะท้อนความแตกต่างจากแบรนด์คู่แข่ง ในขณะเดียวกัน ถ้าเขียนคอนเทนต์แบบขายของมากเกินไป ลูกค้าอาจจะเบื่อและหมดความสนใจในตัวสินค้าได้

 

คุณเอ็มมี่-ณัฐวีร์ ตันติสัจธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing ได้เปิดเผยเทคนิคการทำการตลาดยุคดิจิทัลใน ติดอาวุธให้แบรนด์ พุ่งแรงในโลกดิจิทัล” มีหัวข้อที่น่าสนใจคือเรื่องการทำคอนเทนต์ขายของแบบไม่ขาย! (แต่ก็ยังขายของได้อยู่)

 

มาดูกันว่ามีคอนเทนต์แบบไหนบ้างที่สามารถขายของได้แบบเนียนๆ  จะได้นำไปปรับใช้กับแบรนด์หรือองค์กรของตัวเองกันเนอะ

 

1.คอนเทนต์ประเภทตัวอักษร

คอนเทนต์ประเภทนี้มักสะท้อนความน่าเชื่อถือหรือความเชี่ยวชาญ แสดงให้คนอ่านเห็นว่าเรามีความรู้เรื่องไหนบ้าง และเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล เพราะลูกค้าจะมองแบรนด์ที่ความน่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก และที่สำคัญคอนเทนต์ประเภทนี้จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

คอนเทนต์ประเภทตัวอักษรแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบคือ

 

■คอนเทนต์บล็อกโพสต์ (blog post content)

คือคอนเทนต์ที่เราเขียนลงเว็บบล็อกหรือโซเชียลมีเดียส่วนตัวของเราเอง

 

■คอนเทนต์กรณีศึกษา (case study content)

คือคอนเทนต์ที่เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มลูกค้า เช่น ลูกค้ากำลังมีปัญหาอะไร หรือใช้สินค้าของเราแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง ก็สามารถนำมาเขียนเป็นเรื่องเล่าได้

 

■คอนเทนต์อีบุ๊ก (e-book content)

คือการรวบรวมเนื้อหาสาระเป็นเล่มแล้วให้ดาวน์โหลดฟรีผ่านเว็บไซต์ เราจะได้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเอาไปต่อยอดทางการตลาดเพิ่ม และลูกค้าก็ได้ความรู้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

 

■คอนเทนต์เว็บไซต์ (website content)

เว็บบริษัทใหญ่ๆ สามารถมีคอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวกับแบรนด์ แต่เป็นการให้ความรู้ได้ เช่น โค้ก แบรนด์ระดับที่ใช้ความพยายามกว่า 20 ปีสร้างสรรค์คอนเทนต์บนโลกดิจิทัล และมีเว็บไซต์ที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้าในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผ่านสิ่งที่เรียกว่า Coca-Cola Journey

 

คอนเทนต์ประเภทตัวอักษรแบบไม่ขาย ต้องไม่คำนึงถึงยอดขาย แต่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ด้วยความเชี่ยวชาญ และมีจุดเด่นที่แตกต่าง ตัวอักษรที่เรานำเสนอจะทำให้เกิดการพูดแบบปากต่อปาก ซึ่งลูกค้ามักจะเชื่อลูกค้าด้วยกันเองก่อน จนนำมาสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้

 

2.คอนเทนต์ประเภทกราฟิกรูปภาพ

เป็นคอนเทนต์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้เร็วกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น เพราะสมองรับรู้รูปภาพต่างๆ ได้เร็วกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และถ้าคอนเทนต์ไหนมีสัญลักษณ์หรือรูปภาพที่เราคุ้นเคยสมองจะรับรู้ได้เร็งถึง 250 มิลลิวินาที (0.25 วินาที) เลยทีเดียว

คอนเทนต์ประเภทนี้ทำได้หลายแบบ เช่น อินโฟกราฟิก สไลด์โชว์ รูปภาพคำคม หรือรูปถ่ายที่เหมาะสำหรับการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เข้าใจยาก และซับซ้อน

 

การทำคอนเทนต์ประเภทนี้จะทำให้ข้อมูลดูน่าสนใจ สร้างการจดจำให้ลูกค้า และกระตุ้นให้ลูกค้าติดตามแบรนด์ต่อไปในอนาคต

 

3.คอนเทนต์ประเภทวิดีโอ

คอนเทนต์ประเภทนี้สามารถสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมองค์กรของเราได้ แบ่งได้ดังนี้

 

■แบรนด์วิดีโอ (brand video)

เป็นวิดีโอที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ของเรา เน้นสะท้อนอารมณ์ เข้าถึงใจผู้ชม

 

■วิดีโอการสอน (instruction video)

คือวิดีโอที่ให้ความรู้แก่ลูกค้า เช่น ถ้าเราผลิตครีมทาผิวขาย เราก็สามารถทำวิดีโอนำเสนอลูกค้าอย่าง 5 วิธีการดูแลรักษาผิวให้ชุ่มชื้นในฤดูหนาว

 

■บล็อกวิดีโอ (blog video)

คือวิดีโอที่บันทึกชีวิตประจำวันของแบรนด์ เช่น ถ้าแบรนด์เราประสบความสำเร็จ โด่งดังเป็นพลุแตก เราจึงอยากให้ลูกค้าเห็นว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะลูกค้า เราสามารถนำเสนอผ่านคอนเทนต์แบบบล็อกวิดีโอได้เลย

ไมว่าจะทำคอนเทนต์วิดีโอแบบไหน ก็ต้องไม่ลืมว่าเราต้องใส่จุดพีคที่สุดไว้ใน 3 วินาทีแรก เพราะสมาธิของคนที่เสพคอนเทนต์ดิจิทัลสั้นลงทุกวัน จากสถิติพบว่า เมื่อสองปีที่แล้วความยาวของวิดีโอในเฟซบุ๊กอยู่ที่ 3.30 – 5 นาที แต่ในค.ศ. 2016 – 2017 นั้นประมาณการว่า สมาธิของคนจะสั้นลงเหลือแค่ 15 วินาที 30 วินาที และ 1.30 นาที ตามลำดับ

 

4.คอนเทนต์ประเภทปฏิสัมพันธ์ (Interactive Content)

คอนเทนต์ประเภทนี้คือคอนเทนต์ที่เราอยากให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์มีส่วนร่วมกับแบรนด์ เช่น คอนเทนต์ประเภทคำถาม หรือแบบสอบถาม เป็นการทำให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อาจจะทำโพลให้ลูกค้าเลือกว่าชอบสินค้าแบบ A หรือแบบ B มากกว่ากัน มีของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เป็นตัวกระตุ้น แบบนี้ก็เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้อีกทาง


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ ติดอาวุธให้แบรนด์ พุ่งแรงในโลกดิจิทัล

สำนักพิมพ์ Amarin How-to

comments

0 Comments
Share

ชลิตา ขำเสียงหวาน

เป็นชาวนนทบุเรี่ยน กินเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์เป็นงานอดิเรก ชอบเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ สนใจในอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิร์ลกรุ๊ปแดนกิมจิ